วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

ริษยา


                ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น

คำว่า "ริษยา" เป็นคำที่ใช้ในภาษาไทย  ภาษาบาลีใช้คำว่า "อิสสา" คือลักษณะของอิสสาเจตสิก....อิสสาสังโยชน์เป็นไฉน  ได้แก่ การริษยา กิริยาที่ริษยา ความริษยา การเกลียดกัน กิริยาที่เกลียดกัน ความเกลียดกันในลาภสักการะ  การทำความเคารพ การนับถือ การไหว้ การบูชาของคนอื่นอันใดนี้เรียกว่า อิสสาสังโยชน์

บางท่านอาจจะคิดว่าตนเองไม่เคยริษยาใครเลย  แต่ถ้าได้ฟังลักษณะของอิสสาแล้วก็พิจารณาจิตใจของตนเองจริง ๆ  พอที่สติจะระลึกได้ว่า ในขณะไหนที่เป็นความริษยา อาจจะไม่รุนแรง แต่เพียงนิดเดียวที่เกิดขึ้น ก็ทำให้เห็นได้ว่า ขณะนั้นเป็นสภาพของธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นอิสสาเจตสิก ความอิสสาหรือริษยาจะเกิดขึ้นเมื่อมีลาภของคนอื่นเป็นเหตุใกล้ให้เกิด เพราะเหตุว่า ลักษณะของความริษยานั้นเป็นการขึ้งเคียดสมบัติของผู้อื่น ไม่พอใจที่คนอื่นมีสมบัตินั้น ๆ

นี่ก็แสดงให้เห็นถึงอกุศลมีมากมายหลากหลายประเภท มีโลภะ มีความรักตน มีมานะ มีความสำคัญตนมากจนกระทั่งไม่อยากที่จะให้ผู้อื่นดีกว่าตน  นั่นก็คือลักษณะของความริษยา ซึ่งจะพิจารณาเห็นได้ว่า ขณะใดที่มีความริษยาเกิดขึ้น ขณะนั้นรู้สึกสบายใจไหม  ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ ขณะนั้นเป็นลักษณะของโทสมูลจิต และถ้าขณะนั้นมีสมบัติของคนอื่นเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ขณะนั้นก็เป็นลักษณะของอิสสา

อิสสาหรือความริษยา เป็นธรรมที่อันตรายมาก เพราะไม่สามารถแม้จะยินดีกับความสุขของคนอื่นได้ เป็นความรักตน สำคัญตนอย่างยิ่ง ซึ่งทนไม่ได้ต่อสมบัติของคนอื่น

สำหรับอิสสาเจตสิกนี้เป็นอกุศลเจตสิกที่เกิดร่วมกับโทสมูลจิต  แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกครั้งที่โทสมูลจิตเกิด จะต้องมีอิสสาเจตสิกเกิดร่วมด้วยเสมอ

               
                   ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน    

                                                          ...........................................        

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

มนุษย์กับธรรม

 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ถ้ากล่าวถึงธรรม  ก็หมายความถึงสิ่งที่มีจริง   ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น  นี่คือสิ่งใหม่สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฟังธรรม
เพราะว่าเราเคยได้ยินเศษเล็กเศษน้อยของพระธรรม  เช่น  จริยธรรม หรือศีลธรรมเป็นต้น  แต่จริง ๆ แล้ว  ก่อนจะเข้าใจพระธรรมได้ว่า  ด้วยเหตุใดพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญพระบารมีนานแสนนาน ถึง ๔ อสงไขยแสนกัปที่จะรู้พระธรรม  เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษาอยู่ที่ไหน  และเดี๋ยวนี้มีไหม  คนยุคนี้สามารถได้รับฟังและเข้าใจได้หรือเปล่า  นี่เป็นความต่างกันของคนในยุคโน้นกับคนในยุคนี้

 ถ้าเคยไปวัดฟังพระธรรม  ก็จะรู้ว่า ในอดีตกาลสมัยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระอรหันต์มากมาย  พระอรหันต์คือใคร  ก็ไม่ใช่เพียงแต่ได้ยิน และได้ยินอะไรก็ไม่รู้  แต่ถ้าได้ยินแล้วต้องการเข้าใจ  ก็ฟังพระธรรมจนกระทั่งสามารถค่อย ๆ เข้าใจคำที่ได้ยินทีละเล็กทีละน้อย  เช่น  ถ้าถามว่าพระอรหันต์คือใคร  พระอรหันต์คือ ผู้ดับกิเลสหมด ไม่มีกิเลสใด ๆ เกิดขึ้นได้เลย

เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จึงเป็นผู้ควรเคารพอย่างสูง  เพราะว่าการดับกิเลสเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย  ถ้ามีความเข้าใจถูกต้องว่า  เมื่อเกิดมาทุกคนก็มีกิเลส  และอยู่ไปวัน ๆ  ทุกวันก็เต็มไปด้วยกิเลส  เพราะฉะนั้น ถ้าใครสามารถดับกิเลสได้  ผู้นั้นควรแก่การเคารพอย่างยิ่ง  สมัยนี้มีไหมพระอรหันต์ ?  แล้วจะรู้ได้อย่างไร ?  ใครเป็นพระอรหันต์และใครไม่เป็นพระอรหันต์ ?

ถ้าขาดความรู้  เราก็จะถูกหลอก  เพราะเหตุว่า  ถ้าใครบอกว่า  คนโน้นคนนี้เป็นพระอรหันต์  เราก็อาจจะเชื่อ  แต่ตามความเป็นจริง  ต้องเป็นความรู้ของเราเอง  จึงจะสามารถเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามความเป็นจริง

ด้วยเหตุนี้  เราจึงมีคำว่า  มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง  เราใช้กันบ่อย ๆ
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ  มีใครเป็นที่พึ่ง ?  มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง  ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ มีพระธรรมที่ทรงแสดงแล้ว ที่ทำให้ทุกคนสามารถหมดจดจากกิเลสได้เป็นที่พึ่ง  เพราะถ้าไม่มีพระธรรม  ใครก็หมดกิเลสไม่ได้ และก็มีพระสังฆรัตน  คือ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ  ถึงพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง  ไม่ใช่ถึงผู้ที่ไม่ใช่อริยะแล้วก็เป็นที่พึ่งได้  แต่ต้องเป็นผู้สามารถเข้าใจธรรม  จนสามารถช่วยคนอื่นให้เข้าใจได้  ในฐานะของสาวกด้วย ไม่ใช่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทุกคนเคยพูดคำนี้ไหม ?  ๓ ประโยค  พุทธัง สรณัง คัจฉามิ  ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ  สังฆัง  สรณัง  คัจฉามิ  แต่ขอเป็นที่พึ่งอย่างไร  เพราะเหตุว่า แม้คำว่า "ที่พึ่ง"  ก็ไม่รู้ว่า  จะพึ่งพระรัตนตรัย  พึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไร  เพราะว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว  ไม่มีอีกเลยที่จะไปเฝ้า สักการะหรือจะขอเป็นที่พึ่ง  แต่ยังพึ่งได้อยู่  เพราะเหตุว่าเป็นพระบรมศาสดาที่ทรงแสดงพระธรรมให้คนอื่นสามารถรู้สามารถเข้าใจได้

เพราะฉะนั้น  การที่จะพึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ  พระองค์เป็นผู้มีพระปัญญสูงสุดในสากลจักรวาล  ไม่มีผู้ใดเปรียบเสมอพระองค์ได้เลย  และทรงแสดงพระธรรมให้คนอื่นเข้าใจได้  เพราะฉะนั้น จะพึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าวันนี้  จะพึ่งอย่างไร  หรือจะไม่พึ่ง  หรือจะเพียงกล่าวว่า  "พึ่ง"  แต่ไม่รู้ว่าจะพึ่งอย่างไร

เพราะฉะนั้น  เพียงแค่คำว่า "ธรรม"  จะพึ่งธรรม  จะพึ่งอย่างไร  กำลังจะพึ่งพระธรรมก็เมื่อได้ฟังและเข้าใจ  จึงจะพึ่งได้  ถ้าไม่เข้าใจ ไม่มีหนทางจะพึ่งได้เลย


                     
                            ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                             .....................................................





วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

ปัญญาเจตสิก


 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย


ปัญญาเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง  ไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก  ตัวปัญญาเป็นความเข้าใจถูก  ความเห็นถูก  ขณะที่ฟังธรรม  แล้วมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย  ขณะนั้นมีปัญญาและมีสติด้วย  แต่ว่าจะเป็นระดับไหน  ขณะที่กำลังฟังเข้าใจ  ขณะนั้นมีเจตสิกเกิดมากมาย  เช่น  วิตกเจตสิก  วิจารเจตสิก  เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก  แต่เราไม่รู้เลย  จะรู้ได้ก็เพียงทีละขณะเท่านั้น

เพราะฉะนั้น  ขณะที่กำลังเข้าใจจากการฟัง  ก็มีการเข้าใจเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟัง  แต่เป็นเรื่องราวของสภาพธรรมที่มีจริง  ถ้าไม่มีสติก็จะไม่มีการเข้าใจเรื่องราวหรือสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาเลย   อาจจะมีบางท่านบอกว่า ฟังแต่ไม่เข้าใจ  เพราะฉะนั้น จะไม่มีโสภณจิตเกิดร่วมด้วย  ขณะใดที่มีความเข้าใจธรรม ขณะนั้นมีปัญญาและสติเจตสิก  รวมทั้งโสภณเจตสิกอื่น ๆ เกิดร่วมด้วย

นี่ก็เป็นการศึกษาเพื่อให้เห็นสติและปัญญาขั้นต่าง ๆ  เริ่มตั้งแต่ขั้นการฟังสะสมความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เพื่อเป็นปัจจัยปรุงแต่งจิตให้เกิดปัญญาในขั้นสูงขึ้นไป  ส่วนปัญญาขั้นทานนั้นไม่ได้เกิดจากการฟัง แต่เกิดขึ้นเพราะอุปนิสัยที่สะสมมา  เป็น "ทานุปนิสัย" โดยที่ไม่ได้ฟังธรรมเลย  ไม่เข้าใจเลย  แต่การสะสมกุศลจิตฝ่ายดีก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดการให้  หรือการสละออกจากใจที่ติดข้อง  ยึดมั่นถือมั่นในรูปธรรมนามธรรม  ก็จะเกิดระลึกเป็นไปในการให้ได้เช่นกัน



                           ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                 ...................................................

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

เกิดเพราะอะไร



 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดเพราะเหตุปัจจัย  เพราะฉะนั้นในเวลาฟังพระธรรมหรือในพระสูตร ก็แสดงว่าจากเสียงที่ได้ยินก็จะศึกษาให้เข้าใจว่าในภาษาของตน ๆ  เพราะฉะนั้นเสียงที่เราได้ยินได้ฟังนั้น ส่วนใหญ่ก็มาจากคำภาษาบาลี  แต่ว่าคำภาษาบาลีทั้งหมด สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาบาลี  ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ในภาษาของตน ๆ  เช่น คนไทยได้ยินคำว่า อวิชชา ไม่ใช้ภาษาที่เราใช้ตั้งแต่เกิด  แต่ว่าได้ยินคำที่จะต้องเข้าใจความหมายด้วย

 วิชชา  คือ ความรู้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือความเห็นถูก   อวิชชา...... อะ คือ ไม่  พูดง่าย ๆ  อวิชชา คือไม่รู้  เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้กำลังไม่รู้  ถ้าจะว่ามาจากไหน ก็เดี๋ยวนี้เกิดความไม่รู้ ซึ่งอาศัยการที่เคยสะสมความไม่รู้และความติดข้องมานานมาก โดยที่ไม่รู้เลย  เพราะฉะนั้น  เราสามารถเข้าใจธรรมที่เกิดมีขึ้นในชีวิต เช่น ตั้งแต่เกิดมาจนขณะนี้  มีวิชชาหรือวิชชา  วิชชาคือสามารถเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ  อวิชชาไม่รู้ว่า สิ่งที่กำลังปรากฏว่าเป็นอะไร  ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ก็มีสังขาร ซึ่งหมายความถึงเจตนา ที่เป็นกุศลและอกุศลในวันหนึ่ง ๆ

 เพราะฉะนั้นชีวิตประจำวันเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี ที่เราใช้คำว่า กรรมดีกรรมชั่ว อาศัยเจตนาที่เป็นกุศลบ้างและอกุศลบ้าง  ก็มีการกระทำต่าง ๆ  แต่ก็ยังคงไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นนั้นเราคงจะไม่ย้อนไปถึงชาติก่อน ๆ ก็ได้  เพราะแม้แต่เพียงชาตินี้  ก็เริ่มจากความไม่รู้ตั้งแต่เกิด  แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินไป  ต้องเป็นไป ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส  แล้วก็คิด แล้วก็เป็นสุขเป็นทุกข์ต่าง ๆ  แต่ก็ยังไม่รู้  เพราะฉะนั้นการฟังธรรม ฟังตามลำดับ เช่น  ขณะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย มีจริง ๆ โดยที่ไม่มีใครต้องไปทำอะไรเลย ไม่มีใครต้องไปทำเห็น แต่เห็นก็เกิดแล้ว ไม่มีใครต้องทำให้ได้ยิน  แต่ได้ยินก็เกิดแล้ว ตามเหตุตามปัจจัย

 เพราะฉะนั้น อวิชชาถ้าไม่รู้อย่างนี้ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดได้  เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น  ไม่เป็นอย่างนี้  เริ่มเข้าใจสิ่งที่เกิดแล้วตามความเป็นจริง ว่าต้องมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ๆ  ไม่เป็นอย่างอื่น  แต่แม้กระนั้นก็ยังไม่หมดความไม่รู้  ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราจะคิดถึงความจริงในวันหนึ่ง ๆ ว่า เรามีกุศลและอกุศลซึ่งเป็นสังขาร  มาจากอวิชชา  มาจากความไม่รู้  ก็เป็นความจริง เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดแล้วก็สามารถที่จะได้ยินได้ฟังพระธรรม มีโอกาสที่จะได้เข้าใจพระธรรมตามลำดับ  เช่น ความไม่รู้เป็นความไม่รู้  กุศลและอกุศลทั้งหลาย แม้ว่าจะเกิดขึ้นซึ่งเป็นไป ก็ยังไม่หมดความไม่รู้  ก็จะค่อย ๆ เข้าใจว่า ชีวิตเกิดมาเพราะไม่รู้และถ้ายังไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ก็ยังคงไม่รู้ต่อไปอีก

 เพราะฉะนั้น เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้ต้องจากโลกนี้ไป  แล้วก็มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิด  ก็ต้องมีความไม่รู้อยู่นั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมแต่ละครั้งก็เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมี เล็ก ๆ น้อย ๆ ทีละนิดทีละหน่อย จนกว่าสามารถที่จะเห็นถูกต้อง ตามความเป็นจริงของสภาพธรรม ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับ แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย  เป็นอย่างนี้ตลอดทุกขณะ  นี่คือเริ่มเข้าใจความจริงว่า อวิชชาเป็นปัจจัย ให้เกิดสิ่งที่ต้องเกิดตามความเป็นจริง จนกว่าความรู้จะค่อย ๆ ละความไม่รู้ไป  ทีละเล็กทีละน้อย


                               ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลแก่สรรพสัตว์

                                                                    .........................................


วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โทสะ


ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย


พระอนาคามีบุคคลเท่านั้นที่ไม่เกิดโทสะ  เพราะฉะนั้น คนที่ไม่เกิดโทสะเลยไม่มี  แต่ว่าถ้าโทสะเกิดแล้วสติระลึกรู้ว่า ขณะนั้นเป็นเพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่งจริง ๆ ที่เกิดขึ้น  แล้วก็รู้ตามความจริงว่า "โทสะหรือปฏิฆะ" นั้นเกิดขึ้นเพราะมีเหตุที่ทำให้เกิด  ก็คือขณะนั้นมีสภาพธรรมนี้ กำลังปรากฏให้เห็นตามความเป็นจริง  เพราะเหตุว่ายังมีเชื้อของโทสะอยู่  ดังนั้นโทสะจึงเกิดได้

ลักษณะของโทสะเป็นสภาพหยาบกระด้าง ซึ่งต่างกับสภาพธรรมอื่น ๆ  แต่ถ้าหากว่าสติระลึกได้ ก็จะรู้ว่า  ขณะนั้นเป็นเพียงลักษณะธรรมหรือธรรมชาติ หรือธาตุ หรือนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดขึ้นเมื่อใดก็จะต้องมีลักษณะเป็นอย่างนั้น

ส่วนมากเราจะรู้จักโทสะแต่ชื่อ  แต่เวลาที่โทสะเกิดจริง ๆ  ก็ไม่รู้ตัวโทสะหรือไม่รู้ลักษณะของโทสะจริง ๆ ที่กำลังปรากฏให้รู้  เพราะฉะนั้น จะได้รับประโยชน์จากโทสะที่เกิดก็ด้วยการรู้ตามความจริงว่า โทสะเป็นเพียงสภาพธรรมชนิดหนึ่ง เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า "โทสะยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด  โทสะยังจิตให้กำเริบ  โทสะเป็นภัยเกิดขึ้นเป็นภายใน  พาลชนย่อมไม่รู้สึกถึงภัยนั้น  คนผู้โกรธย่อมไม่รู้อรรถ  คนผู้โกรธย่อมไม่เห็นธรรม  เมื่อใดความโกรธเข้าครอบงำนรชน  เมื่อนั้นเขาย่อมมืดมน"


                                                 
   ...........................................



ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ที่สุดของความจริง




 ขอนองน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ท่านทราบมั้ยว่า ที่สุดของความจริงคืออะไร

ที่สุดของความจริง  ก็คือสภาพธรรมที่มีจริง ได้แก่  จิต เจตสิก รูป นิพพาน  หรือเรียกสั้น ๆ เป็นภาษาบาลีว่า "ปรมัตถธรรม" 

จิต  เป็นสภาพที่มีจริง เป็นนามธรรม เป็นธาตุรู้  เป็นธาตุหรือเป็นสภาพธรรมที่มีจริง  มีลักษณะเฉพาะอย่าง ไม่เป็นอย่างอื่น เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย  แล้วก็ดับไปไม่เหลือเลย  ไม่มีสิ่งใดที่เกิดโดยปราศจากเหตุปัจจัย และไม่มีสิ่งใดที่เกิดแล้วจะไม่มีการดับ...... จิต หมายถึงธาตุรู้ ๆ  ทุกอย่างตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย......จิต  เป็นธาตุรู้ ๆ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏทางทวารทั้ง ๖  ถ้าไม่ได้ยินเสียง  หรือถ้าไม่มีสภาพรู้เสียง  เสียงนั้นก็จะปรากฏไม่ได้เลย


เจตสิก เป็นธาตุรู้  เป็นนามธรรม เป็นธาตุที่มีจริง เกิดพร้อมกับจิตและดับพร้อมกับจิต  เจตสิกเกิดร่วมกับจิตแต่ละขณะอย่างน้อย ๗ ประเภท  เจตสิกรู้อารมณ์เดียวกับจิต เจตสิกเกิดขึ้นทำกิจแตกต่างกัน

รูป  เป็นธาตุที่ไม่รู้อะไร  เป็นสภาพธรรมที่มีจริง แต่ไม่รู้อะไร  เช่น  เย็น ร้อน อ่อน แข็ง  ไหว ตึง ก็เป็นธาตุเฉพาะอย่าง

ธาตุมีมากมายหลากหลาย แต่เราจะไม่ได้คิดถึงชื่อ  เราคิดถึงความจริงที่สุด ซึ่งหมายถึงสิ่งที่มีจริงที่พิสูจน์ได้ทุกขณะ  สิ่งที่มีจริง ๆ  เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไปหมดไม่เหลือและไม่กลับมาอีกเลย  ขณะนี้ก็มีธาตุเกิดดับอย่างหลากหลาย  แต่สติไม่เกิดขึ้นระลึกรู้  ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิด  เห็นว่าธาตุเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วมากนั้น ว่าเป็นของเที่ยงยั่งยืน  แล้วก็จดจำนิมิตของจิต  จดจำรูปร่างสัณฐานนิมิตของจิต


เพราะฉะนั้น  ตามความจริงที่ถึงที่สุดของความจริงก็คือ  จิต เป็นธาตุรู้  ซึ่งสามารถรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้  เช่น ขณะนี้กำลังมีเห็น  กำลังได้ยิน  กำลังได้กลิ่น  กำลังลิ้มรส กำลังกระทบสัมผัส  กำลังคิดนึก  ซึ่งเป็นความจริงที่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย  เป็น "นิยาม" คือ เป็นความจริงที่จะต้องเป็นเช่นนั้น   จิต ๑ ขณะเกิดขึ้นแล้วต้องดับไป  เป็นปัจจัยให้จิตดวงอื่นหรือขณะต่อไปเกิดขึ้น  และจิตเกิดขึ้นทุกขณะต้องมีสิ่ง (อารมณ์) ให้จิตรู้เสมอ


                                                       .......................................


                                                   ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                             

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มงคลกิริยา




 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


มงคลกิริยา  หมายถึง  การแสดงกิริยาต่าง ๆ  เช่น  การรคำนับ  การไหว้  การต้อนรับ  การแสดงมารยาทที่สมควรต่อผู้อื่น บางท่านอาจจะคิดว่า  การแสดงมงคลกิริยาและการแสดงมารยาท ไม่มีผล  แต่ถ้าพิจารณาดูก็จะเห็นได้ว่า  การแสดงกิริยาต่าง ๆ ทางกายและทางวาจานั้น มีทั้งที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศล

การแสดงการต้อนรับ การคำนับใคร หรือการแสดงมารยาทอันดีงามต่าง ๆ ก็ตาม  ถ้าแสดงด้วยใจจริง จิตขณะนั้นเป็นกุศลจิต  แต่ถ้าการแสดงการต้อนรับหรือคำนับด้วยความไม่จริงใจ หรือไม่แสดงการต้อนรับ หรือไม่มีมงคลกิริยา  ในขณะนั้นก็จะส่องไปถึงสภาพจิตขณะนั้นว่า เป็นลักษณะจิตที่หยาบกระด้าง ขาดความเมตตา เป็นอกุศลจิตในขณะนั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เห็นมงคลกิริยา คือ การต้อนรับ การคำนับ หรือการไหว้ของบุคคลทั้งหลายในชีวิตประจำวันในสังคมซึ่งมีการแสดงต่อกัน  ก็รู้ว่ามงคลกิริยาทั้งหลายเหล่านั้นมี  และเป็นเหตุที่จะทำให้เกิดผลด้วย
เพราะเหตุว่า กุศลจิตและอกุศลจิตเป็นเหตุที่จะให้เกิดผล  โดยเฉพาะขึ้นอยู่ที่เจตนา (ความตั้งใจ) ที่เป็นกุศลหรือที่เป็นอกุศล  ถ้าเป็นความตั้งใจที่เป็นอกุศล ก็เป็นกรรมที่จะทำให้เกิดอกุศลวิบาก  ในทางตรงข้าม ถ้าเป็นความตั้งใจที่เป็นกุศล  ก็เป็นกรรมที่จะทำให้เกิดกุศลวิบาก


                                                        ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                               
                                                                 ...................................

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

พระอริยบุคคล



 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระอริยบุคคลมี ๔ ระดับขั้น แบ่งตามระดับความเบาบางของกิเลสที่ดับ  ที่ละด้วยปัญญาตามระดับความแก่กล้าของอินทรีย์  และความสมบูรณ์ของศีล สมาธิและปัญญาแตกต่างกัน

พระโสดาบัน....ละสักกายทิฏฐิ  ละวิจิกิจฉา  ละสีลัพพตปรามาส  พระโสดาบันยังมีความยินดีพอใจในกามอารมณ์อยู่  ยินดีพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ แต่พระโสดาบันไม่ล่วงศีลห้า

พระสกทาคามี....ทำความยินดีพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฎฐัพพะ ให้เบาบางลง  ยังละกิเลสคือโทสะหรือปฏิฆะยังไม่ได้  พระสกทาคามีมีศีล ๘ เป็นปรกติเสมอในเพศคฤหัสถ์  มีศีลสมบูรณ์ แต่ยังไม่สมบูรณ์ด้วยสมาธิและปัญญา

พระอคานามี....ละกามราคะ และปฏิฆะได้  สมบูรณ์ด้วยศีลและสมาธิ  แต่ยังไม่สมบูรณ์ด้วยปัญญา

พระอรหันต์.....ละสังโยชน์ได้ทั้งหมด ละมานะและละอวิชชาได้ทั้งสิ้น หมดกิจในพระพุทธศาสนา

การที่จะทราบได้ว่าบุคคลใดเป็นพระอริยบุคคล  ก็จะต้องเข้าใจหนทางปฏิบัติ เพื่อตวามเป็นพระอริยบุคคลเสียก่อน  และจะต้องเป็นผู้มีปัญญา ที่เสมอหรือมีปัญญาเหนือกว่าบุคคลนั้น  จึงจะสามารถรู้ได้  ต้องมีความเห็นถูกและตรงตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้  ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะดับกิเลสได้  

เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการฟังธรรม  ศึกษาธรรม  พิจารณาไตร่ตรองสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แล้วน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  อบรมเจริญสติปัฏฐาน จนกว่าปัญญาจะแก่กล้า สามารถประหารกิเลสตามลำดับขั้น  บรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคล  ก็จะสามารถรู้ได้ด้วยปัญญา ว่าบุคคลใดเป็นพระอริยบุคคล


                                                      ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                               ..................................

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แนวทางเจริญสติปัฏฐาน (ตอนที่ ๓)

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ความเข้าใจเกี่ยวกับเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เวทนาเจตสิก เป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง  ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน.....เวทนาเจตสิกเกิดขึ้นเพียงขณะที่สั้นมากแล้วก็ดับไปทันที......เวทนาเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่มีจริง และเกิดขึ้นพร้อมกับจิต ในขณะนั้นความรู้สึก ทุกขเวทนา สุขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาจึงมีได้.....เวทนาเป็นใหญ่ในการรู้สึก......เวทนาเป็นใหญ่ในการเสวยอารมณต่าง ๆ  ปรากฏทางตา  ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ

ขณะที่มีแมลงวันไต่ตามตัว แล้วเราเกิดความรูสึกว่ารำคาญ  ขณะนั้น "ธาตุดิน" กำลังปรากฏ แม้ว่าขณะนั้นกำลังมีธาตุดินกำลังปรากฏ  แต่เป็นการกระทบที่เบา ๆ  เท่านั้น  ขณะที่เกิดความรู้สึกรำคาญ ซึ่งเป็นลักษณะของเวทนาเจตสิกที่กำลังปรากฏนั่นเอง  เพราะฉะนั้น ขณะนั้นจะต้องมี "รูป" แข็งหรืออ่อน (ธาตุดิน) เกิดขึ้นเป็นเหตุที่ทำให้ ความรู้สึกอย่างนั้นเกิดขึ้น  เพราะฉะนั้น ขณะนั้นมีอ่อน หรือมีแข็งเกิดขึ้นเป็นเหตุ ที่ทำให้ความรู้สึกอย่างนั้นเกิดขึ้น  และเหตุก็คือการกระทบกันของรูป (ธาตุดิน ธาตุไฟ และธาตุลม) ที่กระทบกับกายปสาทรูป  และขณะนั้น เวทนาเจตสิก เป็นใหญ่ในการรู้สึก  เรียกว่า "เวทนินทรีย์"

ถ้าเวทนาเจตสิกไม่เกิด  จิตก็ไม่สามารถที่จะรู้ลักษณะของเวทนาเจตสิกนั้น ๆ ได้  และเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานก็มีไม่ได้เลย แต่เพราะเหตุว่า  เวทนาเจตสิกเกิดปรากฏกับจิต ในขณะนั้นความรู้สึก ทุกขเวทนา  สุขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา จึงมีได้

สติเป็นสภาพธรรม ที่สามารถระลึกตรงลักษณะของ "เวทนาเจตสิกนั้น ๆ" ได้.....สติระลึกรู้ว่า "เวทนาเจตสิกนั้น ๆ  เป็นเพียงสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ที่เกิดพร้อมกับจิตและดับพร้อมกับจิต  ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน

สำหรับการอบรมปัญญาที่เป็นการเจริญสติปัฏฐานนั้น  "จิต" จะต้องเกิดขึ้นรู้อารมณ์ คือ ทำกิจเพียงรู้ลักษณะของอารมณ์ต่าง ๆ เท่านั้น  โดยขณะนั้น "สติ"  จะทำกิจระลึกตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนั้น  และ "ปัญญา" ก็จะทำกิจรู้ลักษณะตามปรกติ ตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้น ๆ  ที่กำลังปรากฏให้จิตรู้ในขณะนั้น ๆ


                                                           
                                                         ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                           .............................................





แนวทางเจริญสติปัฏฐาน (ตอนที่ ๒)


แนวทางเจริญสติปัฏฐาน (ตอนที่๒)  

การเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานจะต้องทำอย่างไร......สติจะต้องระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมหรือลักษณะของรูปธรรม ที่กำลังปรากฏขณะนี้  ต้องมีลักษณะของรูปธรรมปรากฏที่กายให้รู้  จึงจะเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน......เวลานี้มีกาย แต่ว่าหลงลืมสติ คือขณะนั้นไม่ได้ระลึกรู้ตรงลักษณะของรูปที่กาย  หรือไม่ได้ระลึกรู้ลักษณะของนามอย่างหนึ่งอย่างใด ที่กำลังปรากฏที่กาย นั่นก็คือหลงลืมสติ

ขณะนี้มีกายแล้ว  และก็มีรูปที่ประชุมรวมกันเป็นกาย  มีรูปหลายรูป  ไม่ได้มีเพียงรูปเดียว หรือกลุ่มเดียว เท่านั้น มีรูปเกิดอยู่ทั่วกายเยอะแยะ และก็กำลังเกิดดับ ทยอยกันเกิดทยอยกันดับในขณะนี้  เพราะฉะนั้น ในเวลาที่สติปัฏฐานเกิด สติระลึกรู้ลักษณะสภาพธรรมที่กายขณะไหน....เช่น เวลานี้กำลังยืนอยู่ ก็รู้ว่ากำลังยืน  สติปัฏฐานเกิดหรือยัง......สติปัฏฐานยังไม่เกิด  ถ้าตอบไม่ได้เพราะว่ายังไม่แน่ใจ  อย่างนั้นก็ยังไม่รู้อะไรเลย  ยังไม่ต้องเจริญสติปัฏฐาน  อย่าเพิ่งรีบร้อนไปทำอะไร เพราะว่าสติปัฏฐานจะเกิดได้ต้องเข้าใจข้อปฏิบัติ  เมื่อมีความเข้าใจลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม  ก็จะเป็นปัจจัยให้สติปัฏฐานเกิดระลึกรู้ลักษณะของรูปธรรมหรือนามธรรมตามความเป็นจริงได้  ตามที่ได้ศึกษาและเข้าใจ

ขอทบทวนอีกครั้ง....ขณะนี้เข้าใจว่า มีรูปทยอยกันเกิดทยอยกันดับ  ขณะที่รู้ว่ากำลังยืน  สติปัฏฐานยังไม่เกิด  เมื่อสติปัฏฐานเกิดระลึกรู้ที่กาย  ระลึกรู้อะไร......สติระลึกรู้เย็น ร้อน อ่อน แข็ง  ที่ปรากฏที่กายเท่านั้น ไม่ใช่นึกคิดเอาเองว่ามี เย็น ร้อน อ่อน แข็ง....สภาพธรรมที่มีจริงไม่ต้องพูดก็รู้  ขณะนั้นต้องมีสภาพที่รู้แข็งด้วย  คือระลึกรู้ตรงสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏที่กายขณะนั้น  แม้ไม่พูดว่า "แข็ง" ก็รู้...... เพราะฉะนั้นสติปัฏฐานจะระลึกรู้รูปแข็ง  หรือว่าจะระลึกรู้ลักษณะของนาม ซึ่งเป็นสภาพรู้ก็ได้  ระลึกอยู่เนื่อง ๆ  บ่อย ๆ  เพราะเหตุว่า ก่อนหน้านั้น ยึดถือว่าเป็นเรา ไม่ใช่เป็นนามธรรม หรือรูปธรรม  จึงไม่ใช่สติปัฏฐาน....

การระลึกกายภายในกายภายนอกหมายถึงอย่างไร.....ก็หมายถึงกายของเราเอง และกายของคนอื่นก็มี  ทุกท่านก็คงจะเคยกระทบสัมผัสกายของคนอื่น  ก่อนหน้านั้นยังไม่เกิดสติปัฏฐาน ก็มีกายของเราและกายของคนอื่น  ยังยึดถือว่าเป็นกาย และยังยึดถือว่าเป็นกายคนอื่น  เมื่อสติปัฏฐานเกิด อย่าว่าแต่กายของคนอื่น  แม้กายของเราเองก็ไม่มี  มีแต่สภาพธรรมเท่านั้น  เพราะฉะนั้นก็จะเข้าใจได้ว่า  ที่เคยคิดเรื่องคนอื่น ลักษณะของปรมัตถธรรมจริง ๆ  เป็นเพียงรูปธรรมที่กระทบสัมผัสกับกายปสาทเท่านั้น  แล้วก็ดับไป  เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราหรือเขา รูปของใครก็ตาม เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สติปัฏฐานเกิดขึ้น เพื่อระลึกรู้ว่าไม่มีอะไรทั้งนั้น  นอกจากนามธรรมและรูปธรรมซึ่งกำลังเกิดแล้วก็ดับไป  ไม่ได้เป็นของใครเลย


จะระลึกรู้เวทนาของเราและเวทนาของผู้อื่นได้อย่างไร  ก่อนที่จะเจริญสติปัฏฐาน  ท่านเคยนึกถึงใจเขา ใจเรา อกเขา อกเราบ้างไหม  หรือว่ามีแต่ใจเราคนเดียว มีแต่ความรู้สึกของเราคนเดียว  ความรู้สึกของคนอื่นไม่มี  ก่อนสติปัฏฐานเกิด ก็มีคนอื่น มีใจคนอื่น  เพราะฉะนั้นเมื่อสติปัฏฐานเกิด ก็รู้ว่าไม่มีอะไรทั้งนั้น มีแต่ลักษณะของความรู้สึกของตนเอง ที่กำลังคิดเรื่องของคนอื่น  ถ้ายังไม่สามารถที่จะแยกความคิดออกจากปรมัตถธรรมได้  ก็เจริญสติปัฏฐานไม่ได้....

สติระลึกความรู้สึกไหวตึงก็เช่นกัน ไม่ใช่ไปทำอาการต่าง ๆ  แต่ให้ระลึกตรงลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามปรกติ ตามความเป็นจริง  อย่างเช่น ปวดเมื่อยขณะนี้  ก็ระลึกตรงลักษณะรูปธรรมหรือนามธรรม  หรืออย่างไหวก็ระลึกได้.....ขณะนี้กำลังกระพริกตา ก็ระลึกตรงลักษณะรูปไหวหรือระลึกที่นามรู้ไหว  ที่จริงขณะนั้นมีธาตุลมเป็นประธาน  แต่ก็ไม่ต้องไปคิดถึงอะไรทั้งสิ้น สติปัฏฐาานเกิดระลึกรู้รูปธรรมหรือนามธรรมเท่านั้น  แต่ว่าปัญญาขั้นต้น  ยังไม่สามารถแยกขาดรูปธรรมออกจากนามธรรมได้  แต่จะต้องสติเกิดอีกบ่อย ๆ เนื่อง ๆ  จึงใช้คำว่า "อนุสติปัสสนา"  หรือว่าสติระลึกบ่อย ๆ เนือง ๆ นี้ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมทุกอย่างดับเร็ว  ทันทีที่สติระลึกรู้ รูปธรรมหรือนามธรรมเหล่านั้นก็ดับไปแล้ว  แต่ก็ยังมีปัจจัย ที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดปรากฏอีก  เช่น  แข็งก็มีปัจจัยที่จะให้ปรากฏอยู่ แต่ยังไม่ประจักษ์การดับไป เมื่อใดปัญญาสมบูรณ์ถึงขั้นที่จะประจักษ์แจ้งลักษณะที่เกิดดับ ไม่มีอะไรจะกีดกั้นการประจักษ์แจ้งของปัญญาได้เลย  แต่ต้องเกิดจากการที่สติระลึกได้เสียก่อน โดยไม่เลือกไม่เจาะจงว่าจะระลึกรูปใดหรือนามใด  แล้วศึกษาลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏขณะนั้น.


                                            .....................................

                                        
                                                 ขออนุโมทนาบุญค่ะ















แนวทางเจริญสติปัฏฐาน (ตอนที่ ๑)


ขอนอบน้อมแด่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


สวัสดีค่ะ  ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ท่านทราบไหมว่า ในชีวิตของท่านวันหนึ่ง ๆ นั้น ไม่มีสิ่งใดเลย ที่ท่านจะพึ่งยึดถือได้ว่าเป็นตัวตนได้
มีหนทางเดียวเท่านั้น ที่ให้รู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ คือ ต้องเจริญสติในขณะนี้เดี๋ยวนี้เอง เรื่องของการเจริญสตินั้น  เป็นเรื่องของการเจริญปัญญา รู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏจริง ๆ ด้วยสติ  คือในขณะนั้นมีการระลึกได้แล้ว ก็พิจารณาลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ  เพราะเหตุว่าวิธีนี้เท่านั้นที่จะประหารกิเลสได้  ไม่ว่ากิเลสอย่างหยาบหรืออย่างละเอียด สลับสับซ้อนอยู่อย่างไรก็ตาม ถ้าขณะนั้นปรากฏ ปัญญาเท่านั้นที่ต้องรู้ ๆ ว่าสภาพธรรมนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สัตว์ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย  ก็แล้วแต่ว่าจะเกิดทางใด จะเป็นทางตา หรือทางหู  ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

วิธีที่กล่าวมาแล้วนี้ เป็นวิธีขัดเกลาจิตใจ  เป็นวิธีที่จะทำให้ละคลายความไม่รู้  ละคลายอกุศลต่าง ๆ  ก่อนอื่นจะต้องรู้ว่า อกุศลต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สัตว์ ซึ่งวิธีนี้ไม่เหมือนกับวิธีระงับอกุศลไว้ด้วยสมาธิ  ซึ่งเป็นความสงบระงับไว้เพียงชั่วคราวหรือชั่วขณะเท่านั้น

เรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ๆ  บางท่านอาจจะไม่ทราบ หรือไม่รู้สึกเลยว่า มี "ความต้องการ" แอบแฝงอยู่ที่ไหน อย่างไรบ้าง มีการจดจ้อง จงใจ ต้องการเฉพาะบางนามบางรูป  จิตจดจ้องอยู่ในอารมณ์เดียว ทำให้ไม่สามารถรู้สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ตามปกติได้ เช่น กำลังเห็นขณะนี้ กำลังได้ยินขณะนี้  แต่ถ้าขณะนี้ไม่ได้จดจ้อง กำลังเห็นเกิดสติระลึกได้  รู้ว่าที่กำลังเห็น ก็เป็นเพียงสภาพรู้ ธาตุรู้ หรือสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ เป็นเพียงของจริงที่ปรากฏทางตา

การเจริญสติปัฏฐานนั้น ละความยินดียินร้ายในโลก....โลกในที่นี้ หมายถึงอารมณ์ที่กำลังปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเป็นอารมณ์อะไรก็ตาม ละความยินดียินร้ายด้วยการรู้ลักษณะของสภาพธรรม (นามและรูป) มากขึ้น เช่น การฟังธรรมเป็นกุศล เพราะเหตุว่าไม่ใช่ความยินดีพอใจ (อภิชฌา) แต่ว่าไม่ใช่สติปัฏฐาน เป็นเพียงกุศลขั้นการฟัง.....เวลาที่เจริญสติปัฏฐานก็เป็นมหากุศลที่ประกอบด้วยปัญญา เพราะว่าขณะที่กำลังตั้งใจฟังธรรม ด้วยความตั้งใจที่จะเข้าใจ ในขณะนั้นเป็นมหากุศล เป็นปัญญาจริง  แต่ไม่ใช่การรู้ลักษณะของได้ยิน (นาม)  และไม่รู้ลักษณะของเสียง (รูป) เพราะฉะนั้น ในขณะที่ฟังแล้วเข้าใจก็ยังเป็นตัวตนอยู่  จึงเป็นแค่กุศลขั้นการฟัง ยังละความเห็นผิดในนามและรูปที่กำลังปรากฏไม่ได้

พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้างามพร้อม ทั้งเบื้องต้น  ท่ามกลาง และที่สุด ทั้งศีลซึ่่งเป็นข้อประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ตามปกติในชีวิตประจำวัน และพร้อมทั้งสมาธิและปัญญา

                                              
                                             
                                                  ขออนุโมทนาบุญค่ะ

                            
                                   ......................................................

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ผลของอกุศลกรรม


 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ชีวิตในวันหนึ่ง ๆ หนีไม่พ้นผลของกรรมซึ่งได้กระทำแล้ว  จึงทำให้มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสต่าง ๆ ทางกาย  ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ผลของกรรมใดจะส่งผลเมื่อไรขณะใด......กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั้น  เป็นปัจจัยให้มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส  การรู้กระทบสัมผัสทางกาย

กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว ไม่หายไปไหน เมื่อมีเหตุมีปัจจัยที่จะให้ผลเกิด ผลของกรรมนั้นก็จะเกิดขึ้น โดยไม่มีผู้ใดหลีกเลี่ยงหรือยับยั้งได้เลย  ตลอดจนกระทั่งถึงกาลที่จะปรินิพพาน  เพราะเหตุว่า แม้แต่บุคคลที่ได้สะสมบุญกุศล จนสามารถที่จะบรรลุมรรคผลถึงขั้นเป็นพระอรหันต์ ก็ยังไม่สามารถที่จะหลีกพ้นจากอดีตอกุศลกรรม ที่ได้กระทำไว้แล้ว

จะเห็นได้ว่าชีวิตของแต่ละคน  บางครั้งก็อาจจะมีความทุกข์  ซึ่งเกิดจากผลของอกุศลกรรม เช่น  ได้เห็นสิ่งที่ไม่ดี  ได้ยินเสียงที่ไม่ไพเราะ  ได้กลิ่นที่ไม่ดี  ได้ลิ้มรสที่ไม่อร่อย  ได้กระทบสัมผัสต่าง ๆ ที่ไม่สบายทางกาย......ดังนั้น  ก็ขอให้ทราบว่า  ต้องมีเหตุที่ได้กระทำไว้แล้ว  ตราบใดที่ยังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ  อกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว ก็ย่อมจะเป็นเหตุปัจจัยให้อกุศลวิบากจิตเกิดขึ้นได้  ตลอดไปจนกว่าจะถึงกาลที่จะปรินิพพาน โดยไม่มีผู้ใดสามารถที่จะยับยั้งได้


                                                   
                                                          ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                             ............................................


วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

ประโยชน์ของการศึกษาเรื่องกรรม


 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


สำหรับประโยชน์ในการรู้เรื่องกรรม  การศึกษาพระธรรม การฟังพระธรรมไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิต เรื่องเจตสิก   เรื่องสติปัฏฐานและเรื่องกรรม ก็ย่อมจะต้องได้ประโยชน์ทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้น ถ้าจะพิจารณาถึงประโยชน์ของการที่จะเข้าใจเรื่องกรรม ซึ่งเป็นชีวิตประจำวันจริง ๆ  ก็จะเห็นได้ว่า เมื่อเราได้รู้ว่าขณะใดเป็นอกุศลกรรม ก็จะได้เว้นสิ่งนั้น  และรู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศล ก็จะได้เจริญกุศลกรรมยิ่งขึ้น ตัวอย่าง เช่น เจตนาฆ่า เจตนาเบียดเบียน ทั้งหมดนี้เป็นอกุศล ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นบิดามารดาหรือไม่ใช่บิดามารดา ผู้ที่ใกล้ชิด หรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยก็ตาม ก็จะทำให้ละเว้นอกุศลกรรมกับทุกบุคคล  แม้กระทั้งกับสัตว์  เราก็จะไม่คิดแม้แต่จะเบียดเบียนเขา  อาหารที่ไม่บริโภค เป็นของเหลือแล้วหรือเตรียมจะทิ้งแล้ว  แต่ก็เกิดเจตนาที่เป็นกุศล แทนที่จะทิ้งก็นำไปให้สัตว์กิน  นี่เรียกว่า  รู้ว่าขณะใดเป็นกุศลจิต  ขณะใดเป็นกุศลกรรม  ก็ย่อมสามารถที่จะกระทำกุศลกรรมเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของการรู้เรื่องกรรมและเข้าใจจริง ๆ ก็จะทำให้อกุศลกรรมลดน้อยลง และกุศลกรรมเจริญขึ้น

นอกจากนั้น ยังเป็นประโยชน์ในการเจริญสติปัฏฐานที่จะรู้ว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ขณะใดเป็นกรรม ซึ่งเป็นเหตุและในขณะใดเป็นวิบากซึ่งเป็นผล  จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่์สัตว์  ไม่ใช่บุคคล  เช่น ในขณะที่กำลังเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด   ก็รู้ได้ว่าขณะนั้นเป็นผลของกรรม เป็นวิบาก  ขณะใดที่จิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส  ขณะนั้นก็รู้ว่าเป็นอกุศลจิต เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง  ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  แม้สภาพธรรมที่เป็นกุศล ก็ไม่ติดว่าเป็นกุศลของเรา  เพราะเหตุว่ากุศลกรรมก็เป็นเพียงนามธรรมซึ่งเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป  การอบรมเจริญปัญญาจนสามารถระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมทั้งหมดตามความเป็นจริง  จะทำให้ละคลายการยึดถือสภาพธรรมทั้งหลายว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลได้

นี่คือประโยชน์ในการที่จะเข้าใจเรื่องของกรรมละเอียดขึ้น  มิฉะนั้นแล้ว ก็ยังเป็นตัวตนอยู่ว่า เป็นกรรมของเรา หรือเราทำกรรม หรือว่าเป็นวิบากของเรา  แต่ว่าตามความจริงแล้ว ไม่มีสภพธรรมใดเลยทั้งสิ้นซึ่งจะพึงยึดถือว่า เป็นของเราได้  บางคนอาจคิดว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้  ขณะนั้นเป็นเราจริง ๆ ที่กำลังคิด  และเมื่อได้รับผลจากความคิดที่จะกระทำสิ่งนั้น  ก็คิดว่าเป็นเราที่ได้รับผลของสิ่งที่เราคิด  แต่เมื่อมีเราคิด ก็ต้องมีผลของการกระทำของเราด้วย

เพราะฉะนั้น  ถ้ารู้ว่าไม่ใช่เราที่คิด  คิดเป็นชั่วขณะหนึ่ง เห็นเป็นอีกขณะหนึ่ง เพราะฉะนั้น ในขณะที่เห็นจะเป็นผลของขณะที่คิดได้ไหม  ถ้าสติปัฏฐานเกิดจริง ๆ  จะรู้ได้ทีเดียวว่าไม่ใช่  เพระเหตุว่าขณะที่เห็น  ขณะที่ได้ยิน ต้องเป็นวิบาก  สรุปแล้วสภาพธรรมต่าง ๆ  ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้นและกาย เป็นวิบากทั้งสิ้น


                                                     ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                  ....................................................






วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

มโนกรรมไม่ใช่เพียงแค่คิดในใจ


 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เรื่องของมโนกรรม ไม่ใช่เพียงแค่คิดอยู่ในใจ  คิดไปทั้งวัน ถ้าไม่ได้กระทำกรรมตามที่คิดก็ไม่สำเร็จ เช่น อยากจะได้ของคนอื่น แล้วก็นึกอยู่ในใจ ของนั้นก็จะมาเป็นของท่านไม่ได้เลย

มโนกรรมจะสำเร็จได้ ก็จะต้องมีการล่วงออกไปทางกาย หรือทางวาจา  แต่ว่าสำหรับการกระทำทางกายที่ไม่เป็นมโนกรรมก็มี  คือเป็นแต่เพียงกายกรรมเท่านั้น  เช่น เดินไปเห็นผลไม้หล่นอยู่ใต้ต้น เกิดความอยากได้โดยไม่คิดมาก่อน  แล้วก็หยิบเอาผลไม้นั้นไป  ขณะนั้นก็เป็นกายกรรม  แต่ไม่เป็นมโนกรรม

เพราะฉะนั้น กายกรรมไม่เป็นมโนกรรม  วจีกรรมไม่เป็นมโนกรรม  ที่แสดงเรื่องของกรรม ๓  (กายกรรม  วจีกรรม  มโนกรรม) ก็เพื่อที่จะแยกให้เห็นว่า  กายกรรมไม่ใช่มโนกรรม  วจีกรรมไม่ใช่มโนกรรม

แต่สำหรับมโนกรรมที่เป็นมโนกรรม โดยคิดอยู่ในใจเฉย ๆ ไม่ได้ล่วงไปทางกาย ทางวาจานั่น  ไม่สามารถที่จะสำเร็จลงไปได้  แต่ว่าต่างกับกายกรรมและวจีกรรม  ถ้าทางมโนกรรมมีความตั้งใจเกิดขึ้นทางใจก่อน  จึงจะจัดว่าเป็นมโนกรรม

ถ้าโกรธคนหนึ่งแล้วก็คิดที่จะฆ่าคนนั้น  แล้วก็จ้างให้คนอื่นไปฆ่าคนนั้น  ขณะนั้นการฆ่าที่สำเร็จลงไปเป็นมโนกรรม  แม้ว่าเป็นปาณาติบาตซึ่งเป็นข้อของกายกรรมก็จริง  แต่กรรมนั้นสำเร็จลง เพราะมโนกรรม  ไม่ใช่เพียงกายกรรม

แต่ถ้าโกรธระงับไม่อยู่ เลยเกิดประทุษร้ายคนนั้น แล้วคนนั้นตาย  ขณะนั้นก็เป็นกายกรรม  ซึ่งไม่มีความผูกพยาบาทคิดมาก่อนเลยว่า ต้องการที่จะฆ่าคนนั้น  แต่เกิดบันดาลโทสะ หรือป้องกันตัวหรืออะไรก็ตาม  แต่ซึ่งทำให้บุคคลนั้นตายไป  ขณะนั้นก็เป็นกายกรรม ซึ่งไม่ใช่มโนกรรม

เพราะฉะนั้น  องค์ของมโนกรรมก็ดี หรือองค์ของกายกรรม  วจีกรรมก็ดี เป็นการแสดงให้เห็นว่า  ผลที่เกิดขึ้นจากกาย จากวาจานั้น ๆ  เป็นกายกรรม หรือว่าเป็นมโนกรรม.


                                                     ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                        ...........................................












วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

กุศลกรรมหรือกุศลวิบาก


 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


สำหรับทางฝ่ายกุศลกรรม  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวความสิ้นสุดแห่งกรรม ที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น ก็วิบากนั่นแลย่อมเกิดในปัจจุบัน ในอัตภาพถัดไป หรือในอัตภาพต่อ ๆ ไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวการทำที่สุดทุกข์แห่งกรรมที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น สมบัติแห่งการงานทางกาย ๓ อย่าง มีความตั้งใจเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร  มีสุขเป็นวิบาก  สมบัติแห่งการงานทางวาจา ๔ อย่าง มีความตั้งใจเป็นกุศล ย่อมมีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก สมบัติแห่งการงานทางใจ ๓ อย่าง มีความตั้งใจเป็นกุศล ย่อมมีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก

ทางฝ่ายกุศล ก็ให้ผลตามกาละ คือ อาจจะเป็นในปัจจุบันชาติ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อ ๆ ไปได้

สำหรับการรับผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม ในกามภูมิ ๑๑ ภูม คือ ในอบายภูมิ ๔ ได้แก่  นรก๑ เดรัจฉาน ๑  เปรต๑  อุสรกาย๑  และในสุคติภูมิ ๗  คือ ใน มนุษย์๑  ในสวรรค์ ๖ ชั้น

ผลของกรรมที่จะได้รับ  บางครั้งอาจจะแม้นเหมือนกับกรรมที่ได้กระทำแล้ว  แต่ว่าบางครั้งก็ไม่แม้นเหมือนกับกรรมที่ได้กระทำแล้ว  เพราะเหตุว่า โลกย่อมเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ สมัยก่อนไม่มีรถยนต์ ไม่มีการขับรถชนคนตาย  แต่ก็มีเจตนาที่จะเบียดเบียน ที่จะประทุษร้าย  แต่วัตถุเครื่องใช้ในแต่ละสมัยย่อมต่างกัน

เพราะฉะนั้นผลของกรรมที่จะได้รับในแต่ละยุค ในแต่ละสมัยย่อมแม้นเหมือนกับกรรมที่ได้กระทำแล้วบ้าง และไม่แม้นเหมือนกับกรรมที่ได้กระทำแล้วบ้าง

อย่างผลของกุศลวิบากในแต่ละประเทศก็ย่อมจะต่างกัน  รสของผลไม้อร่อย ๆ ในเมืองร้อนกับในเมืองหนาวก็ต่างกัน   แต่เมื่อเป็นผลของกุศลวิบาก  ก็ย่อมจะได้รับผลที่น่าพอใจ  แต่ว่าผลที่น่าพอใจจะเป็นรสผลไม้ชนิดใด  ในกาลไหนก็ย่อมแล้วแต่ทวารและอารมณ์ที่จะเกิดขึ้น  ซึ่งเหมาะควรแก่กรรมนั้น ๆ

หรือแม้แต่ในสวรรค์ อารมณ์ทั้งหลายประณีตกว่าในมมนุษย์  แต่ก็เป็นผลของกุศลกรรม  ในมนุษย์ภูมิก็มีอารมณ์ที่ประณีต  เมื่อเป็นผลของกุศลด้วย  แต่ก็จะเห็นได้ว่า ผลของกุศลในมนุษย์กับผลของกุศลในสวรรค์  ย่อมต่างกันไปตามควรแก่ทวาร และอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นนั้น ๆ  เพราะกรรมนั้น ๆ

แต่ให้ทราบว่า ถ้าเป็นผลของกุศลกรรม  ย่อมทำให้ได้รับกระทบอารมณ์ที่น่าพอใจทางตา ทางหู  ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย  แต่ไม่เที่ยง  เพราะฉะนั้น ชั่วขณะเล็กน้อยที่ได้รับผลของกุศลกรรมแล้วก็หมดไป  แล้วก็ย่อมจะได้รับผลของอกุศลกรรม  เมื่อถึงโอกาสที่อกุศลกรรมจะให้ผล.


                                                   ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                    ............................................







วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

ผลของกรรมมี นรกสวรรค์มี



 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอกล่าวถึง กรรมสูตรที่ ๑ ในอังคุตตรนิกาย ทสกนิกาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผลของกรรมมี และนรกสวรรค์มี

ข้อความในอังคุตตรนิกาย  ทสกนิบาต  กรรมสูตรที่ ๑ ข้อ ๑๙๔ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวความสิ้นสุดแห่งกรรม ที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น

นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า  พระผู้มีพระภาคเองตรัสว่า  เราไม่รู้แล้ว  ย่อมไม่กล่าว  แต่เพราะเหตุว่า ทรงรู้ว่า  ความสิ้นสุดแห่งกรรมที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้นมี

ทุกคนอาจจะคิดว่า  ในชีวิตของแต่ละท่าน วันหนึ่ง ๆ ก็ไม่ได้กระทำกรรมอะไร  แล้วทำไมสังสารวัฏถึงจะมียืดยาวออกไปอย่างไม่สิ้นสุด  ก็ดูวันนี้เหมือนกับว่าไม่ได้กระทำกรรมอะไร   แล้วจะมีเหตุปัจจัยอะไรที่จะทำให้ต้องเกิดอีก ตายอีก  เกิดอีก  ตายอีก ไม่สิ้นสุด......กรรมทั้งหลายที่ได้กระทำแล้ว ที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสม

นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ในชีวิตประจำวัน  ถ้าคิดว่าไม่ได้กระทำกรรม  แต่ความจริงได้กระทำแล้ว บางอย่างเป็นกายกรรม  บางอย่างเป็นวจีกรรม  บางอย่างเป็นมโนกรรมที่ตั้งใจกระทำ  แล้วก็ไม่สูญหาย กรรมทุกกรรมที่ได้กระทำแล้ว  เกิดดับสะสมสืบต่ออยู่ในจิต  เป็นเหตุที่จะให้วิบากเกิดขึ้น  ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวความสิ้นสุดแห่งกรรม ที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น

ถ้าวิบากยังไม่เกิด  กรรมจะสิ้นสุดได้ไหม  เหตุมีแล้ว  ทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง  ทางใจบ้าง สั่งสมไปเรื่อย ๆ  และถ้าผลคือวิบากของกรรมนั้นยังไม่เกิด จะถือว่ากรรม คือ ความตั้งใจกระทำ กายกรรมบ้าง วจีกรรมบ้างเหล่านั้นที่สั่งสมอยู่ในจิต  จะหมดสิ้นไปได้ไหม.......ในเมื่อผลยังไม่เกิดขึ้น  กรรมจะหมดสิ้นไปไม่ได้เลย......เมื่อเหตุ คือกรรมที่ได้กระทำและสั่งสมแล้ว  ทุกคนก็ต้องคอยรับวิบาก  คือ ผลของกรรมนั้น ๆ โดยไม่รู้ตัวเลย  ถ้าสติไม่เกิดขึ้น ไม่ระลึก ไม่พิจารณาว่า  ได้กระทำอกุศลกรรมอะไรแล้วบ้าง  หรือว่าได้กระทำกุศลกรรมอะไรแล้วบ้าง

นี่เป็นเหตุที่ทุกท่าน จะต้องพิจารณากาย  วาจา  ใจของตนเองอย่างละเอียดจริง ๆ  เพราะเหตุว่าเป็นความตั้งใจที่กระทำกรรม ที่สั่งสมเพื่อที่จะให้วิบากเกิดขึ้น  จึงเป็นเหตุให้สังสารวัฏไม่หมดสิ้น

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ก็วิบากนั้นแล  อันสัตว์ผู้ทำ  พึงได้เสวยในปัจจุบัน (ทิฏฐธรรมเวทนียะ) ในอัตภาพถัดไป (อุปปัชชเวทนียะ)  หรือในอัตภาพต่อ ๆ ไป (อปราปรเวทนียะ)

เพราะฉะนั้น บางท่านอาจจะกระทำอกุศลกรรม  แล้วก็คิดว่ายังไม่ได้รับผลของอกุศลกรรม  สบายดี  พ้นเคราะห์พ้นกรรม  แต่ความจริงไม่พ้น เพราะเหตุว่าวิบากนั้นแล  อันสัตว์ผู้ทำ พึงได้เสวย คือทำให้เกิดผล ได้รับวิบากในปัจจุบัน  หรือในอัตภาพถัดไป คือในชาติหน้า หรือในอัตภาพต่อ ไป  เหมือนอย่างในชาตินี้ จะได้รับผลของอกุศลกรรม หรือกุศลกรรมก็ตามแต่  เป็นผลของกรรมที่ได้สั่งสมมาแล้วในสังสารวัฏ  อาจจะเป็นกรรมในชาตินี้  หรือกรรมในชาติก่อน หรือกรรมในชาติก่อน ๆ โน้นก็ได้.


                                                    ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                      ...............................................









วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

โทษจากการสอนพระธรรมแบบผิด ๆ



 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

การสอนพระธรรมแบบผิด ๆ  เป็นโทษ....... ถ้าผู้ที่สอนเข้าใจว่า คำที่สอนนั้นเป็นคำสอนที่ถูกต้อง และผู้สอนก็เป็นผู้ที่มีเมตตาปรารถนาดี จึงได้สอน......อันนี้ก็จะต้องพิจารณาขณะจิตด้วยว่า  ขณะที่ปรารถนาดีนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง  แต่ขณะที่เข้าใจธรรมผิด ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นมโนกรรม ถ้าเข้าใจธรรมผิด เพราะฉะนั้นไม่ได้อยู่แค่ความเข้าใจผิดของตนเองเพียงผู้เดียวเท่านั้น  ยังขยายไปสู่บุคคลอื่น  ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดอีกด้วย

ขณะที่สอนหรือพูดธรรมผิด ๆ  ก็เป็นมโนกรรมทาง "วจีทวาร"  เป็นอกุศลกรรม  เพราะฉะนั้นก็ต้องขึ้นอยู่ที่ผู้ฟังด้วย  ที่จะช่วยผู้พูดธรรมไม่ให้ได้รับโทษมาก  ก็คือ ต้องพิจารณาสิ่งที่ได้ฟัง แล้วเลือกเชื่อแต่สิ่งที่ถูกต้อง  อันนี้ก็จะเป็นหนทางที่จะช่วยผู้พูดธรรมที่คาดเคลื่อนหรือที่เข้าใจผิด ๆ  เพราะเหตุว่า เรื่องของวจีกรรมนี้  ถ้าได้กล่าวออกไปแล้ว โทษมากหรือโทษน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับการทำลายประโยชน์  เมื่อผู้ฟังเกิดความเชื่อมากเสียประโยชน์มาก ก็เป็นโทษมาก แต่ถ้าเมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ก็พิจารณาในเหตุในผล แล้วก็เลือกเชื่อในสิ่งที่มีเหตุมีผล สิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลก็ไม่เชื่อ

 ผู้ที่มีความเห็นผิด พูดผิดหรือกล่าวผิด ก็จะเป็นผู้ได้รับโทษจากการกล่าวผิดหรือพูดผิดแต่เพียงผู้เดียว แต่ถ้าผู้ฟังพิจารณามีเหตุมีผล แล้วเลือกเชื่อในสิ่งที่มีเหตุมีผลถูกต้อง  ก็จะเป็นการช่วยบรรเทาหรือลดโทษแก่ผู้เห็นผิดหรือพูดผิดได้  เช่นเดียวกับเรื่อง "มุสาวาท"  ถ้าใครพูดไม่จริง ทำให้ผู้อื่นเชื่อผิด ๆ เกิดความเข้าใจผิดเสียหายมาก ก็เป็นโทษมาก  แต่ถึงแม้ว่าเขาจะพูดเรื่องไม่จริงก็ตาม  ถ้าผู้ฟังไม่เชื่อ โทษของผู้พูดไม่จริง ก็น้อยกว่าการที่ทำให้คนเชื่อผิด ๆ


                                                          ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                              ...........................................





วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

กรรมเป็นเรื่องละเอียด



ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กรรม เป็นเรื่องที่ละเอียดจริง ๆ และก็ต้องพิจารณามาก ๆ  เพราะเหตุว่า เรื่องกรรมไม่ใช้วิสัยของคนทั่ว ๆ ไป ที่จะเข้าใจได้ถ่องแท้โดยละเอียดได้....ควรทราบว่า กรรมไม่ใช่จิต กรรมเป็นเจตสิก  ถ้าจะกล่าวอย่างกว้าง ๆ  กรรมก็ได้แก่ จิตที่เกิดร่วมกับอกุศลเจตนาเจตสิกหรือกุศลเจตนาเจตสิก

ถ้าพูดอย่างกว้าง ๆ ก็คือ อกุศลจิต  แต่ถ้าพูดโดยเจาะจง ก็ต้องหมายถึงเฉพาะเจตนาเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิต ในกรรมบถ ๑๐ เช่น กายกรรม ๓  ได้แก่ ปาณาติบาต ๑   อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ ........วจีกรรม มี ๔ ได้แก่ มุสาวาท ๑  ผรุสวาจา ๑  ปิสุณาวาจา ๑  สัมผัปปลาปวาจา ๑......มโนกรรม  มี ๓ ได้แก่ อภิชฌา ๑  พยาปาท ๑  มิจฉาทิฏฐิ ๑ 

การฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต ในขณะที่กระทำปาณาติบาตนั้นต้องมีพยาปาท  ต้องมีความไม่พอใจ มีความโกรธอย่างรุนแรงมาก จนกระทั่งสามารถลงมือกระทำการฆ่าได้  เพราะฉะนั้นสภาพของจิตซึ่งประกอบด้วยโทสะ ก็จะต้องมีกำลังมากในขณะนั้น  จึงเป็นกายกรรม และขณะนั้นกายกรรมจะปราศจากพยาปาทไม่ได้เลย

ความโกรธเป็นพยาปาท  ขณะนั้นเป็นมโนกรรม  แต่ถ้าจะพิจารณาสภาพของความโกรธหรือความผูกโกรธ ที่เป็นโทสะที่มีกำลังมาก ก็ใช้คำว่า "พยาปาท" ได้  ก็เช่นเดียวกับโลภะ ซึ่งเป็นสภาพที่ต้องการอารมณ์ ยึด ติด พอใจ ติดข้อง ไม่สละอารมณ์ที่กำลังปรากฏ  ขณะที่กำลังมีความพอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ขณะนั้นเป็น "โลภมูลจิต"  แต่ว่ายังไม่ใช่ทุจริต เพราะเหตุว่าเป็นเพียงแต่ความชอบ ความคิด การไม่สละ

 แต่ถ้าเมื่อใดที่มีความคิดเพ่งเล็ง ต้องการอยากได้สิ่งหนึ่งสิ่งใด  ซึ่งเป็นทุจริตและมีการถือเอาวัตถุที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน  นั่นก็เป็นอกุศลกรรมที่เป็นอทินนาทาน  แต่ว่าในขณะนั้นต้องพิจารณาว่ามีอภิชฌาหรือไม่   ต้องมีอภิชฌาแน่นอน เพราะเหตุว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความต้องการหรือไม่สละในอารมณ์ที่กำลังปรากฏ  แต่ยังถือเอาวัตถุที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตนด้วย

การใช้คำว่า อภิชฌา หรือจะใช้คำว่า โลภะก็ได้  เช่นเดียวกับคำว่า โทสะ จะใช้คำว่า พยาปาทก็ได้เช่นกัน  ส่วนการที่จะพิจารณาว่าเป็นกรรมทางใดนั้น ก็จะต้องมีความละเอียดกว่านั้น


                                                    ..............................................................


                                                         ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์





วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ความสงสัยในขันธ์


 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

มีความสงสัยในขันธ์หรือความไม่รู้ในขันธ์  เพราะเหตุว่าขณะนี้ เรารู้จักแต่ชื่อขันธ์  แต่ว่าลักษณะของขันธ์  เราก็อาจจะบอกว่า ปรมัตถธรรมมี ๔..... ส่วนจิต เจตสิก รูป เป็นขันธ์ ๕   เราก็รู้จักแต่ชื่อ  แต่จริง ๆ แล้วลักษณะของขันธ์ คือสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏ โดยปรมัตถธรรม ๔ ทรงแสดงไว้เพียง ๔  แต่ว่าย่อลงไปกว่านั้นอีกก็คือ  นามธรรมกับรูปธรรม   ขณะนี้ถ้าเราจะเริ่มต้นปัญญาจริง ๆ  โดยที่เรายังไม่ต้องรู้เรื่องขันธ์ก็ได้  เพราะว่าขันธ์มีตั้ง ๕  แล้วก็ปรมัตถธรรมอีกตั้ง ๔

เพราะฉะนั้น ถ้ารู้จริง ๆ ว่า มีสภาพธรรมที่ต่างกันโดยเด็ดขาด ๒ อย่าง คือ สภาพธรรมที่เป็นนามธรรม เป็นสภาพรู้ กับสภาพธรรมที่ไม่ใช่สภาพรู้ เป็นรูปธรรม  เพียงแค่นี้  เราก็พิจารณาว่าจริงไหม ไม่ว่าที่ไหนในโลก เดี๋ยวนี้หรือว่าอดีต อนาคต หรือว่าต่อไป หรือว่าจะเป็นโลกไหนก็ตาม  สภาพธรรมที่มีจริง ๆ ต่างกันเป็น ๒ ลักษณะแท้ ๆ แน่นอน  คือ เป็นนามธรรม เป็นสภาพรู้ สามารถที่จะรู้ มีลักษณะที่รู้  ส่วน
อีกลัษณะหนึ่งนั้น ไม่ใช่สภาพรู้ เป็นรูปธรรม  เพราะฉะนั้น จึงต้องเข้าใจความต่างกันของนามธรรมกับรูปธรรมก่อน

นี่ก็คือการที่จะไม่สงสัยในรูปขันธ์และนามขัน ธ์ แต่ว่าเพียงเท่านี้  ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้เราเกิดปัญญาอะไรได้  เพราะเหตุว่าการสะสมปัญญายังไม่พอ  เพราะฉะนั้น ถ้าแยกนามขันธ์หรือนามธรรมออกเป็น ๔  ก็ได้แก่  เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์  วิญญาณขันธ์...... แต่ถ้าแยกเป็นนามขันธ์หรือนามธรรมเป็น ๒  ก็ได้แก่ จิตและเจตสิก.....นามธรรม ๒ อย่างนี้  เกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน  แล้วเป็นสภาพรู้ และแท้ที่จริงแล้ว มีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ ประเภท คือ เป็นจิตประเภทหนึ่ง แล้วก็เป็นเจตสิกอีกประเภทหนึ่ง  เพราะฉะนั้นนามธรรมก็มี ๒ แล้วแยกนามธรรม ๒ นี้ ออกเป็นนามขันธ์ ๔

นี่ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องอื่น  แต่เป็นเรื่องสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้  เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจชัดเจนในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ  ก็จะค่อย ๆ หมดความสงสัยความไม่รู้ในขันธ์
แต่ให้ทราบว่า ในขณะที่เป็นความสงสัย ๆ ในเรื่องราวหรือเปล่า....... ถ้าเป็นความสงสัยเรื่องราวอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับปรมัตถธรรมเลย ไม่มีขันธ์ไม่มีอะไรเลย เป็นแต่เพียงสมมุติบัญญัติ  อันนั้นก็เป็นปฎิรูปกวิจิกิจฉา  แต่ถ้าเนื่องกับขันธ์โดยที่ไม่รู้ชื่อขันธ์  หรือว่ารู้ว่าเป็นขันธ์ แต่ก็ยังมีขันธ์ให้สงสัย คือ มีรูป เกิดมาก็มีรูป แล้วก็ไม่รู้ว่า นี่เป็นขันธ์  แล้วก็มีจิตใจด้วย  แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นนามขันธ์  ไม่รู้ว่าเป็นจิตเป็นเจตสิก  แต่กระนั้นด้วยความยึดถือในสิ่งที่มีและยึดในสภาพที่เป็นขันธ์ แต่เรียกอย่างอื่น ก็คิดว่าสิ่งนี้แหละ เมื่อตายแล้วจะมีไหม  นั่นก็เป็นความสงสัยในขันธ์  เป็นสภาพของวิจิกิจฉาเจตสิก เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ขณะนั้นไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องราว  แต่สงสัยในสภาพที่มีอยู่ในขณะนี้ ว่าเมื่อตายแล้วจะเกิดอีกหรือเปล่า

เพราะฉะนั้น ก็ต้องอาศัยการพิจารณาไตร่ตรอง แยกให้ออกว่าเป็นปฏิรูปกวิจิกิจฉา คือ ความสงสัยในเรื่องราว หรือว่าในขณะนั้นมีสภาพธรรม ซึ่งแม้ว่าเราไม่รู้ว่าบัญญัติเรียกว่า ขันธ์  แต่เราก็สงสัยแล้วในขันธ์นั้น ไม่ใช่ว่าคนที่เรียนถึงจะรู้หรือว่าถึงจะมี  แต่มีทั้งนั้น แต่ว่าโดยไม่รู้ตัว.....มีท่านใดสงสัยไหมว่า ชาติหน้าจะเกิดเป็นอะไร  นี่ก็เป็นสงสัยในขันธ์ แต่เราไม่รู้ตัว....เรื่องตายแล้วจะเกิดที่ไหนอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่รู้ไม่ได้  ถ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ก็ยังต้องเกิดอีกทุกคน

                                                    ............................................................

                                                     
                                                         ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์