วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จิตที่มีโทษมาก

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ท่านทราบไหมว่า เราศึกษาธรรมเพื่ออะไร....เราศึกษาธรรม ก็เพื่อที่จะละจิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิด  ซึ่งเป็นจิตอกุศลที่มีโทษมาก  ในชีวิตประจำวันของทุกคนจิตก็จะเป็นในรูป เสียง กลิ่น รส  เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว และความคิดนึก เพราะเหตุว่ายังไม่ใช่จิตที่ได้ฌาน หรือจิตระดับฌานจิต ยังเป็นจิตที่มีความติดข้อง ต้องการ ยินดีอยู่ในกามรมณ์ จึงเรียกว่า กามาวจรจิต

ในวันหนึ่ง ๆ  เรามีความเห็นผิดอย่างไรบ้าง ทุกคนควรที่จะทราบด้วยตนเอง ว่าทำไมจิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิดจึงมีโทษมาก...บางทีก็อาจจะเข้าใจว่า ตนไม่มีความเห็นผิดอะไรเลย  ก็ขอให้ทราบว่า ความเห็นผิด (ทิฏฐิ)  นี้มีชนิดตั้งแต่หยาบ ๆ จนกระทั่งถึงชนิดละเอียด  ถ้าเราไม่เป็นผู้ที่ละเอียดรอบครอบ ก็จะไม่รู้ตัวเลยว่า เป็นผู้มีความเห็นผิด

ถ้ามีความเห็นไม่ตรงตามลักษณะของสภาพธรรมจริง ๆ แล้ว  ก็ต้องเป็นความเห็นผิด  เราต้องเป็นผู้ตรงและต้องทำความเห็นให้ตรงด้วย  เพราะเหตุว่าสภาพธรรมมี ๒ อย่าง คือ ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ที่เป็นอกุศล กับความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นกุศล.....ผู้ที่มีความรอบครอบ  พิจารณาลักษณะของสภาพธรรมแล้ว เป็นผู้ตรง  คือ เห็นผิดก็คือเห็นผิด  เห็นถูกก็คือเห็นถูก  ผู้นั้นย่อมสามารถที่จะลดความเห็นผิดลงได้ตามกำลังของปัญญา

ทุกคนมีความเห็นผิดสะสมไว้มาก บางครั้งเป็นผู้เชื่่อง่าย ใครชักชวนให้ไปทำอะไรก็ทำ โดยไม่่ได้คิดพิจารณาไตร่ตรองถึงเหตุผล ว่าตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ ในที่สุดก็จะเป็นผู้มีความโน้มเอียงไปในทางเห็นผิดได้.....ผู้ที่จะเป็นอริยบุคคลขั้นต้น คือพระโสดาบันบุคคล  จะต้องละความเห็นผิดก่อนที่จะดับกิเลสทั้งหมดได้  จะต้องดับ "โลภะมูลจิต" ที่เกิดร่วมกับความเห็นผิด  หรือกล่าวอีกอย่างว่า "ดับทิฏฐิ"  ถ้ายังไม่ใช่อริยบุคคลก็ยังต้องมีความเห็นผิดอยู่  แต่ก็ไม่ค่อยรู้ตัว  เพราะฉะนั้น ควรฟังธรรมให้เข้าใจเพื่อเป็นปัญญาที่จะพิจารณาลักษณะของสภาพธรรมได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง.

                                         
                                          .........................................

                                                
                                                  ขออนุโมทนาบุญค่ะ

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กรรมเป็นเครื่องตัดสิน


ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ในชีวิตแต่ละวัน ๆ ทุกคนมีอกุศลวิตก หรือความคิดเป็นไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือเป็นไปในเรื่องโกรธบ้าง อาฆาตพยาบาทบ้าง  เบียดเบียนบ้าง  แต่ไม่มีความเห็นผิด....แต่ผู้ที่มีความโน้มเอียงไปในทางเห็นผิด ก็จะคิดว่า เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน  ที่จิตต้องคิดเป็นไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ..... บางคนเมื่อเห็นผู้อื่นทำอกุศลกรรมมาก ๆ  และเป็นอกุศลกรรมที่ร้ายแรงด้วย ก็จะคิดว่า เขาผู้นั้นสมควรที่จะได้รับโทษ หรืออาจจะคิดว่า เขาผู้นั้นสมควรที่จะตายเสีย เพราะอยู่ต่อไปก็ไม่ทำสิ่งที่ดีเลย  ขณะที่คิดเช่นนั้นจิตเป็นอกุศลแล้ว และยังมีความโน้มเอียงไปในทางเห็นผิดด้วย

แทนที่จะคิดเมตตาสงสารผู้ที่กระทำอกุศลกรรมมาก ๆ และเป็นอกุศลที่ร้ายแรงด้วย ควรที่จะเป็นมิตรไมตรีและมีความสงสารต่อผู้ที่กระทำอกุศลกรรม  คิดหาทางที่จะช่วยเหลือเขา เพื่อไม่ให้เขากระทำอกุศลกรรมหนักเพิ่มขึ้น  แต่ถ้าคิดเมตตาสงสารเขา ตอนที่เขาได้รับผลของอกุศลกรรมแล้ว มีความทุกข์ยากลำบากมาก เพราะเกิดจากกรรมที่เขากระทำไว้  นี่ก็ไม่ถูกต้อง  เป็นความโน้มเอียงไปในทางเห็นผิด

เราไม่ใช่ผู้ตัดสินกรรม หรือเป็นผู้จัดการโลกซะเอง......ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในเรื่องของกรรมจริง ๆ  และถ้าเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   เมื่อเห็นผู้อื่นกระทำอกุศลกรรมมากมายแค่ไหนก็ตาม  เขาผู้นั้นก็จะมีเมตตากรุณาเป็นมิตรไมตรีกับทุกคน  คิดหาทางช่วยเหลือผู้กระทำผิด  และจะไม่คิดสมน้ำหน้า หรือดีใจเมื่อเห็นผู้อื่นได้รับโทษจากอกุศลกรรม  เขาจะปล่อยให้ "กรรมเป็นเครื่องตัดสิน"  แทนที่จะเป็นผู้จัดการซะเอง

การโน้มเอียงไปในทางเห็นผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ  ถ้าเป็นบ่อย ๆ ก็จะเป็นผู้ไม่เห็นว่า เรื่องของกรรมนั้น เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล  เพราะฉะนั้น เวลาที่กระทำกรรมด้วยความโกรธ แล้วมีความเห็นว่าการกระทำนั้นไม่บาป เช่น การทำร้ายต่อผู้มีพระคุณหรืออะไรก็ตาม แล้วก็คิดว่าไม่เป็นอกุศลกรรม ความคิดเช่นนี้ก็จะโน้มเอียงไปในทางเห็นผิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั้งกลายเป็นผู้มีความเห็นผิดเป็น "มิจฉาทิฏฐิ"ในที่สุด


                                           ......................................


                                                 ขออนุโมทนาบุญค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สังเกตโทสะด้วยเวทนา



ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 
ชีวิตคนเราวันหนึ่ง ๆ เต็มไปด้วยอกุศล แต่ส่วนใหญ่เราจะไม่รู้ลักษณะ ความแตกต่างของกุศลและอกุศล
มักจะกระทำอกุศลกรรมอยู่บ่อย ๆ เพราะเหตุว่าเข้าใจผิด คิดว่าอกุศลเป็นกุศล ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คิด"อยากจะทำบุญ" มาก ๆ เพื่อที่จะได้มีบุญมาก ๆ นี่ก็เห็นแล้วว่า มีความติดข้อง ต้องการในบุญ....ความติดข้อง ต้องการ ยินดี พอใจ อยากได้ อยากมี เหล่านี้เป็นลักษณะของ "โลภะ"  เป็นกิเลส ขณะนั้นจิตเป็นอกุศล....

แต่ถ้าคิดว่า "จะทำบุญ" ขณะนั้นจิตเป็นกุศลแล้ว เพราะเหตุว่าจิตขณะนั้น ไม่ประกอบด้วยโลภะ.....จะเห็นได้ว่า  ธรรมะเป็นเรื่องละเอียดและตรง  ดังนั้น จึงต้องค่อย ๆ สะสมความรู้ความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เพื่อเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งจิต ให้เป็นกุศลเพิ่มยิ่ง ๆ ขึ้น จนกว่าจะเป็นปัญญาของตนเอง

ท่านทราบไหม "โทสะ" มีลักษณะอย่างไร

ลักษณะหรือธรรมชาติของโทสะ  ได้แก่ ความไม่พอใจ เสียใจ น้อยใจ ขุ่นเคืองใจ หงุดหงิด กังวล  หรือพูดง่าย ๆ ว่า ความไม่สบายใจทั้งหมด เป็นโทสะ เป็นอกุศลจิตที่ประกอบด้วยปฏิฆะ.....คำว่า "ปฏิฆะ" หมายถึง การกระทบกระทั่ง  ทำให้เกิดความไม่สบายใจ  เพราะฉะนั้น โทสะกับปฏิฆะ  จึงเป็นสภาพธรรมประเภทเดียวกัน

การที่เราจะทราบได้ว่า จิตเป็นอกุศลประเภทใด ก็จะต้องสังเกตที่ "ความรู้สึก" (เวทนา) ถ้าขณะนั้นมีความรู้สึกไม่สบายใจ ขณะนั้นจะทราบได้ว่า จิตเป็น "โทสมูลจิต" เท่านั้น จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ และสติสัมปชัญญะจะทำหน้าที่ ระลึกรู้สภาพของจิตที่เบาหรือหนัก  ลักษณะของจิตที่เป็นกุศลต้องเบา ไม่ติดข้อง ต้องการ ยินดี พอใจ ในรูป เสียง กลิ่น รส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว และความนึกคิดในขณะนั้น กุศลจิตต้องเป็นสภาพที่เหมือนปล่อยวาง

ขณะนี้ ท่านผู้อ่านมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง หนักหรือเบาคะ  มีความติดข้อง ต้องการในสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเปล่า สังเกตแล้วหรือยัง ต้องสังเกตความรู้สึกด้วยตนเองเท่านั้น จึงจะรู้ได้ว่า จิตขณะนั้นมีลักษณะอย่างไร....สรุปโดยย่อ ๆ  การสังเกตลักษณะของโทสะ "ความรู้สึกดุร้ายและความไม่สบายใจทั้งหมดเป็น โทสมูลจิต"

                                           
                                              ..................................
           
                                                    ขออนุโมทนาบุญ