วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

โทษจากการสอนพระธรรมแบบผิด ๆ



 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

การสอนพระธรรมแบบผิด ๆ  เป็นโทษ....... ถ้าผู้ที่สอนเข้าใจว่า คำที่สอนนั้นเป็นคำสอนที่ถูกต้อง และผู้สอนก็เป็นผู้ที่มีเมตตาปรารถนาดี จึงได้สอน......อันนี้ก็จะต้องพิจารณาขณะจิตด้วยว่า  ขณะที่ปรารถนาดีนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง  แต่ขณะที่เข้าใจธรรมผิด ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นมโนกรรม ถ้าเข้าใจธรรมผิด เพราะฉะนั้นไม่ได้อยู่แค่ความเข้าใจผิดของตนเองเพียงผู้เดียวเท่านั้น  ยังขยายไปสู่บุคคลอื่น  ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดอีกด้วย

ขณะที่สอนหรือพูดธรรมผิด ๆ  ก็เป็นมโนกรรมทาง "วจีทวาร"  เป็นอกุศลกรรม  เพราะฉะนั้นก็ต้องขึ้นอยู่ที่ผู้ฟังด้วย  ที่จะช่วยผู้พูดธรรมไม่ให้ได้รับโทษมาก  ก็คือ ต้องพิจารณาสิ่งที่ได้ฟัง แล้วเลือกเชื่อแต่สิ่งที่ถูกต้อง  อันนี้ก็จะเป็นหนทางที่จะช่วยผู้พูดธรรมที่คาดเคลื่อนหรือที่เข้าใจผิด ๆ  เพราะเหตุว่า เรื่องของวจีกรรมนี้  ถ้าได้กล่าวออกไปแล้ว โทษมากหรือโทษน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับการทำลายประโยชน์  เมื่อผู้ฟังเกิดความเชื่อมากเสียประโยชน์มาก ก็เป็นโทษมาก แต่ถ้าเมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ก็พิจารณาในเหตุในผล แล้วก็เลือกเชื่อในสิ่งที่มีเหตุมีผล สิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลก็ไม่เชื่อ

 ผู้ที่มีความเห็นผิด พูดผิดหรือกล่าวผิด ก็จะเป็นผู้ได้รับโทษจากการกล่าวผิดหรือพูดผิดแต่เพียงผู้เดียว แต่ถ้าผู้ฟังพิจารณามีเหตุมีผล แล้วเลือกเชื่อในสิ่งที่มีเหตุมีผลถูกต้อง  ก็จะเป็นการช่วยบรรเทาหรือลดโทษแก่ผู้เห็นผิดหรือพูดผิดได้  เช่นเดียวกับเรื่อง "มุสาวาท"  ถ้าใครพูดไม่จริง ทำให้ผู้อื่นเชื่อผิด ๆ เกิดความเข้าใจผิดเสียหายมาก ก็เป็นโทษมาก  แต่ถึงแม้ว่าเขาจะพูดเรื่องไม่จริงก็ตาม  ถ้าผู้ฟังไม่เชื่อ โทษของผู้พูดไม่จริง ก็น้อยกว่าการที่ทำให้คนเชื่อผิด ๆ


                                                          ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                              ...........................................





วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

กรรมเป็นเรื่องละเอียด



ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กรรม เป็นเรื่องที่ละเอียดจริง ๆ และก็ต้องพิจารณามาก ๆ  เพราะเหตุว่า เรื่องกรรมไม่ใช้วิสัยของคนทั่ว ๆ ไป ที่จะเข้าใจได้ถ่องแท้โดยละเอียดได้....ควรทราบว่า กรรมไม่ใช่จิต กรรมเป็นเจตสิก  ถ้าจะกล่าวอย่างกว้าง ๆ  กรรมก็ได้แก่ จิตที่เกิดร่วมกับอกุศลเจตนาเจตสิกหรือกุศลเจตนาเจตสิก

ถ้าพูดอย่างกว้าง ๆ ก็คือ อกุศลจิต  แต่ถ้าพูดโดยเจาะจง ก็ต้องหมายถึงเฉพาะเจตนาเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิต ในกรรมบถ ๑๐ เช่น กายกรรม ๓  ได้แก่ ปาณาติบาต ๑   อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ ........วจีกรรม มี ๔ ได้แก่ มุสาวาท ๑  ผรุสวาจา ๑  ปิสุณาวาจา ๑  สัมผัปปลาปวาจา ๑......มโนกรรม  มี ๓ ได้แก่ อภิชฌา ๑  พยาปาท ๑  มิจฉาทิฏฐิ ๑ 

การฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต ในขณะที่กระทำปาณาติบาตนั้นต้องมีพยาปาท  ต้องมีความไม่พอใจ มีความโกรธอย่างรุนแรงมาก จนกระทั่งสามารถลงมือกระทำการฆ่าได้  เพราะฉะนั้นสภาพของจิตซึ่งประกอบด้วยโทสะ ก็จะต้องมีกำลังมากในขณะนั้น  จึงเป็นกายกรรม และขณะนั้นกายกรรมจะปราศจากพยาปาทไม่ได้เลย

ความโกรธเป็นพยาปาท  ขณะนั้นเป็นมโนกรรม  แต่ถ้าจะพิจารณาสภาพของความโกรธหรือความผูกโกรธ ที่เป็นโทสะที่มีกำลังมาก ก็ใช้คำว่า "พยาปาท" ได้  ก็เช่นเดียวกับโลภะ ซึ่งเป็นสภาพที่ต้องการอารมณ์ ยึด ติด พอใจ ติดข้อง ไม่สละอารมณ์ที่กำลังปรากฏ  ขณะที่กำลังมีความพอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ขณะนั้นเป็น "โลภมูลจิต"  แต่ว่ายังไม่ใช่ทุจริต เพราะเหตุว่าเป็นเพียงแต่ความชอบ ความคิด การไม่สละ

 แต่ถ้าเมื่อใดที่มีความคิดเพ่งเล็ง ต้องการอยากได้สิ่งหนึ่งสิ่งใด  ซึ่งเป็นทุจริตและมีการถือเอาวัตถุที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน  นั่นก็เป็นอกุศลกรรมที่เป็นอทินนาทาน  แต่ว่าในขณะนั้นต้องพิจารณาว่ามีอภิชฌาหรือไม่   ต้องมีอภิชฌาแน่นอน เพราะเหตุว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความต้องการหรือไม่สละในอารมณ์ที่กำลังปรากฏ  แต่ยังถือเอาวัตถุที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตนด้วย

การใช้คำว่า อภิชฌา หรือจะใช้คำว่า โลภะก็ได้  เช่นเดียวกับคำว่า โทสะ จะใช้คำว่า พยาปาทก็ได้เช่นกัน  ส่วนการที่จะพิจารณาว่าเป็นกรรมทางใดนั้น ก็จะต้องมีความละเอียดกว่านั้น


                                                    ..............................................................


                                                         ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์





วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ความสงสัยในขันธ์


 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

มีความสงสัยในขันธ์หรือความไม่รู้ในขันธ์  เพราะเหตุว่าขณะนี้ เรารู้จักแต่ชื่อขันธ์  แต่ว่าลักษณะของขันธ์  เราก็อาจจะบอกว่า ปรมัตถธรรมมี ๔..... ส่วนจิต เจตสิก รูป เป็นขันธ์ ๕   เราก็รู้จักแต่ชื่อ  แต่จริง ๆ แล้วลักษณะของขันธ์ คือสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏ โดยปรมัตถธรรม ๔ ทรงแสดงไว้เพียง ๔  แต่ว่าย่อลงไปกว่านั้นอีกก็คือ  นามธรรมกับรูปธรรม   ขณะนี้ถ้าเราจะเริ่มต้นปัญญาจริง ๆ  โดยที่เรายังไม่ต้องรู้เรื่องขันธ์ก็ได้  เพราะว่าขันธ์มีตั้ง ๕  แล้วก็ปรมัตถธรรมอีกตั้ง ๔

เพราะฉะนั้น ถ้ารู้จริง ๆ ว่า มีสภาพธรรมที่ต่างกันโดยเด็ดขาด ๒ อย่าง คือ สภาพธรรมที่เป็นนามธรรม เป็นสภาพรู้ กับสภาพธรรมที่ไม่ใช่สภาพรู้ เป็นรูปธรรม  เพียงแค่นี้  เราก็พิจารณาว่าจริงไหม ไม่ว่าที่ไหนในโลก เดี๋ยวนี้หรือว่าอดีต อนาคต หรือว่าต่อไป หรือว่าจะเป็นโลกไหนก็ตาม  สภาพธรรมที่มีจริง ๆ ต่างกันเป็น ๒ ลักษณะแท้ ๆ แน่นอน  คือ เป็นนามธรรม เป็นสภาพรู้ สามารถที่จะรู้ มีลักษณะที่รู้  ส่วน
อีกลัษณะหนึ่งนั้น ไม่ใช่สภาพรู้ เป็นรูปธรรม  เพราะฉะนั้น จึงต้องเข้าใจความต่างกันของนามธรรมกับรูปธรรมก่อน

นี่ก็คือการที่จะไม่สงสัยในรูปขันธ์และนามขัน ธ์ แต่ว่าเพียงเท่านี้  ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้เราเกิดปัญญาอะไรได้  เพราะเหตุว่าการสะสมปัญญายังไม่พอ  เพราะฉะนั้น ถ้าแยกนามขันธ์หรือนามธรรมออกเป็น ๔  ก็ได้แก่  เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์  วิญญาณขันธ์...... แต่ถ้าแยกเป็นนามขันธ์หรือนามธรรมเป็น ๒  ก็ได้แก่ จิตและเจตสิก.....นามธรรม ๒ อย่างนี้  เกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน  แล้วเป็นสภาพรู้ และแท้ที่จริงแล้ว มีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ ประเภท คือ เป็นจิตประเภทหนึ่ง แล้วก็เป็นเจตสิกอีกประเภทหนึ่ง  เพราะฉะนั้นนามธรรมก็มี ๒ แล้วแยกนามธรรม ๒ นี้ ออกเป็นนามขันธ์ ๔

นี่ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องอื่น  แต่เป็นเรื่องสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้  เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจชัดเจนในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ  ก็จะค่อย ๆ หมดความสงสัยความไม่รู้ในขันธ์
แต่ให้ทราบว่า ในขณะที่เป็นความสงสัย ๆ ในเรื่องราวหรือเปล่า....... ถ้าเป็นความสงสัยเรื่องราวอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับปรมัตถธรรมเลย ไม่มีขันธ์ไม่มีอะไรเลย เป็นแต่เพียงสมมุติบัญญัติ  อันนั้นก็เป็นปฎิรูปกวิจิกิจฉา  แต่ถ้าเนื่องกับขันธ์โดยที่ไม่รู้ชื่อขันธ์  หรือว่ารู้ว่าเป็นขันธ์ แต่ก็ยังมีขันธ์ให้สงสัย คือ มีรูป เกิดมาก็มีรูป แล้วก็ไม่รู้ว่า นี่เป็นขันธ์  แล้วก็มีจิตใจด้วย  แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นนามขันธ์  ไม่รู้ว่าเป็นจิตเป็นเจตสิก  แต่กระนั้นด้วยความยึดถือในสิ่งที่มีและยึดในสภาพที่เป็นขันธ์ แต่เรียกอย่างอื่น ก็คิดว่าสิ่งนี้แหละ เมื่อตายแล้วจะมีไหม  นั่นก็เป็นความสงสัยในขันธ์  เป็นสภาพของวิจิกิจฉาเจตสิก เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ขณะนั้นไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องราว  แต่สงสัยในสภาพที่มีอยู่ในขณะนี้ ว่าเมื่อตายแล้วจะเกิดอีกหรือเปล่า

เพราะฉะนั้น ก็ต้องอาศัยการพิจารณาไตร่ตรอง แยกให้ออกว่าเป็นปฏิรูปกวิจิกิจฉา คือ ความสงสัยในเรื่องราว หรือว่าในขณะนั้นมีสภาพธรรม ซึ่งแม้ว่าเราไม่รู้ว่าบัญญัติเรียกว่า ขันธ์  แต่เราก็สงสัยแล้วในขันธ์นั้น ไม่ใช่ว่าคนที่เรียนถึงจะรู้หรือว่าถึงจะมี  แต่มีทั้งนั้น แต่ว่าโดยไม่รู้ตัว.....มีท่านใดสงสัยไหมว่า ชาติหน้าจะเกิดเป็นอะไร  นี่ก็เป็นสงสัยในขันธ์ แต่เราไม่รู้ตัว....เรื่องตายแล้วจะเกิดที่ไหนอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่รู้ไม่ได้  ถ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ก็ยังต้องเกิดอีกทุกคน

                                                    ............................................................

                                                     
                                                         ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์