วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

ผลของกรรมมี นรกสวรรค์มี



 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอกล่าวถึง กรรมสูตรที่ ๑ ในอังคุตตรนิกาย ทสกนิกาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผลของกรรมมี และนรกสวรรค์มี

ข้อความในอังคุตตรนิกาย  ทสกนิบาต  กรรมสูตรที่ ๑ ข้อ ๑๙๔ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวความสิ้นสุดแห่งกรรม ที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น

นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า  พระผู้มีพระภาคเองตรัสว่า  เราไม่รู้แล้ว  ย่อมไม่กล่าว  แต่เพราะเหตุว่า ทรงรู้ว่า  ความสิ้นสุดแห่งกรรมที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้นมี

ทุกคนอาจจะคิดว่า  ในชีวิตของแต่ละท่าน วันหนึ่ง ๆ ก็ไม่ได้กระทำกรรมอะไร  แล้วทำไมสังสารวัฏถึงจะมียืดยาวออกไปอย่างไม่สิ้นสุด  ก็ดูวันนี้เหมือนกับว่าไม่ได้กระทำกรรมอะไร   แล้วจะมีเหตุปัจจัยอะไรที่จะทำให้ต้องเกิดอีก ตายอีก  เกิดอีก  ตายอีก ไม่สิ้นสุด......กรรมทั้งหลายที่ได้กระทำแล้ว ที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสม

นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ในชีวิตประจำวัน  ถ้าคิดว่าไม่ได้กระทำกรรม  แต่ความจริงได้กระทำแล้ว บางอย่างเป็นกายกรรม  บางอย่างเป็นวจีกรรม  บางอย่างเป็นมโนกรรมที่ตั้งใจกระทำ  แล้วก็ไม่สูญหาย กรรมทุกกรรมที่ได้กระทำแล้ว  เกิดดับสะสมสืบต่ออยู่ในจิต  เป็นเหตุที่จะให้วิบากเกิดขึ้น  ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวความสิ้นสุดแห่งกรรม ที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น

ถ้าวิบากยังไม่เกิด  กรรมจะสิ้นสุดได้ไหม  เหตุมีแล้ว  ทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง  ทางใจบ้าง สั่งสมไปเรื่อย ๆ  และถ้าผลคือวิบากของกรรมนั้นยังไม่เกิด จะถือว่ากรรม คือ ความตั้งใจกระทำ กายกรรมบ้าง วจีกรรมบ้างเหล่านั้นที่สั่งสมอยู่ในจิต  จะหมดสิ้นไปได้ไหม.......ในเมื่อผลยังไม่เกิดขึ้น  กรรมจะหมดสิ้นไปไม่ได้เลย......เมื่อเหตุ คือกรรมที่ได้กระทำและสั่งสมแล้ว  ทุกคนก็ต้องคอยรับวิบาก  คือ ผลของกรรมนั้น ๆ โดยไม่รู้ตัวเลย  ถ้าสติไม่เกิดขึ้น ไม่ระลึก ไม่พิจารณาว่า  ได้กระทำอกุศลกรรมอะไรแล้วบ้าง  หรือว่าได้กระทำกุศลกรรมอะไรแล้วบ้าง

นี่เป็นเหตุที่ทุกท่าน จะต้องพิจารณากาย  วาจา  ใจของตนเองอย่างละเอียดจริง ๆ  เพราะเหตุว่าเป็นความตั้งใจที่กระทำกรรม ที่สั่งสมเพื่อที่จะให้วิบากเกิดขึ้น  จึงเป็นเหตุให้สังสารวัฏไม่หมดสิ้น

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ก็วิบากนั้นแล  อันสัตว์ผู้ทำ  พึงได้เสวยในปัจจุบัน (ทิฏฐธรรมเวทนียะ) ในอัตภาพถัดไป (อุปปัชชเวทนียะ)  หรือในอัตภาพต่อ ๆ ไป (อปราปรเวทนียะ)

เพราะฉะนั้น บางท่านอาจจะกระทำอกุศลกรรม  แล้วก็คิดว่ายังไม่ได้รับผลของอกุศลกรรม  สบายดี  พ้นเคราะห์พ้นกรรม  แต่ความจริงไม่พ้น เพราะเหตุว่าวิบากนั้นแล  อันสัตว์ผู้ทำ พึงได้เสวย คือทำให้เกิดผล ได้รับวิบากในปัจจุบัน  หรือในอัตภาพถัดไป คือในชาติหน้า หรือในอัตภาพต่อ ไป  เหมือนอย่างในชาตินี้ จะได้รับผลของอกุศลกรรม หรือกุศลกรรมก็ตามแต่  เป็นผลของกรรมที่ได้สั่งสมมาแล้วในสังสารวัฏ  อาจจะเป็นกรรมในชาตินี้  หรือกรรมในชาติก่อน หรือกรรมในชาติก่อน ๆ โน้นก็ได้.


                                                    ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                      ...............................................









วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

โทษจากการสอนพระธรรมแบบผิด ๆ



 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

การสอนพระธรรมแบบผิด ๆ  เป็นโทษ....... ถ้าผู้ที่สอนเข้าใจว่า คำที่สอนนั้นเป็นคำสอนที่ถูกต้อง และผู้สอนก็เป็นผู้ที่มีเมตตาปรารถนาดี จึงได้สอน......อันนี้ก็จะต้องพิจารณาขณะจิตด้วยว่า  ขณะที่ปรารถนาดีนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง  แต่ขณะที่เข้าใจธรรมผิด ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นมโนกรรม ถ้าเข้าใจธรรมผิด เพราะฉะนั้นไม่ได้อยู่แค่ความเข้าใจผิดของตนเองเพียงผู้เดียวเท่านั้น  ยังขยายไปสู่บุคคลอื่น  ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดอีกด้วย

ขณะที่สอนหรือพูดธรรมผิด ๆ  ก็เป็นมโนกรรมทาง "วจีทวาร"  เป็นอกุศลกรรม  เพราะฉะนั้นก็ต้องขึ้นอยู่ที่ผู้ฟังด้วย  ที่จะช่วยผู้พูดธรรมไม่ให้ได้รับโทษมาก  ก็คือ ต้องพิจารณาสิ่งที่ได้ฟัง แล้วเลือกเชื่อแต่สิ่งที่ถูกต้อง  อันนี้ก็จะเป็นหนทางที่จะช่วยผู้พูดธรรมที่คาดเคลื่อนหรือที่เข้าใจผิด ๆ  เพราะเหตุว่า เรื่องของวจีกรรมนี้  ถ้าได้กล่าวออกไปแล้ว โทษมากหรือโทษน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับการทำลายประโยชน์  เมื่อผู้ฟังเกิดความเชื่อมากเสียประโยชน์มาก ก็เป็นโทษมาก แต่ถ้าเมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ก็พิจารณาในเหตุในผล แล้วก็เลือกเชื่อในสิ่งที่มีเหตุมีผล สิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลก็ไม่เชื่อ

 ผู้ที่มีความเห็นผิด พูดผิดหรือกล่าวผิด ก็จะเป็นผู้ได้รับโทษจากการกล่าวผิดหรือพูดผิดแต่เพียงผู้เดียว แต่ถ้าผู้ฟังพิจารณามีเหตุมีผล แล้วเลือกเชื่อในสิ่งที่มีเหตุมีผลถูกต้อง  ก็จะเป็นการช่วยบรรเทาหรือลดโทษแก่ผู้เห็นผิดหรือพูดผิดได้  เช่นเดียวกับเรื่อง "มุสาวาท"  ถ้าใครพูดไม่จริง ทำให้ผู้อื่นเชื่อผิด ๆ เกิดความเข้าใจผิดเสียหายมาก ก็เป็นโทษมาก  แต่ถึงแม้ว่าเขาจะพูดเรื่องไม่จริงก็ตาม  ถ้าผู้ฟังไม่เชื่อ โทษของผู้พูดไม่จริง ก็น้อยกว่าการที่ทำให้คนเชื่อผิด ๆ


                                                          ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                              ...........................................





วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

กรรมเป็นเรื่องละเอียด



ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กรรม เป็นเรื่องที่ละเอียดจริง ๆ และก็ต้องพิจารณามาก ๆ  เพราะเหตุว่า เรื่องกรรมไม่ใช้วิสัยของคนทั่ว ๆ ไป ที่จะเข้าใจได้ถ่องแท้โดยละเอียดได้....ควรทราบว่า กรรมไม่ใช่จิต กรรมเป็นเจตสิก  ถ้าจะกล่าวอย่างกว้าง ๆ  กรรมก็ได้แก่ จิตที่เกิดร่วมกับอกุศลเจตนาเจตสิกหรือกุศลเจตนาเจตสิก

ถ้าพูดอย่างกว้าง ๆ ก็คือ อกุศลจิต  แต่ถ้าพูดโดยเจาะจง ก็ต้องหมายถึงเฉพาะเจตนาเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิต ในกรรมบถ ๑๐ เช่น กายกรรม ๓  ได้แก่ ปาณาติบาต ๑   อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ ........วจีกรรม มี ๔ ได้แก่ มุสาวาท ๑  ผรุสวาจา ๑  ปิสุณาวาจา ๑  สัมผัปปลาปวาจา ๑......มโนกรรม  มี ๓ ได้แก่ อภิชฌา ๑  พยาปาท ๑  มิจฉาทิฏฐิ ๑ 

การฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต ในขณะที่กระทำปาณาติบาตนั้นต้องมีพยาปาท  ต้องมีความไม่พอใจ มีความโกรธอย่างรุนแรงมาก จนกระทั่งสามารถลงมือกระทำการฆ่าได้  เพราะฉะนั้นสภาพของจิตซึ่งประกอบด้วยโทสะ ก็จะต้องมีกำลังมากในขณะนั้น  จึงเป็นกายกรรม และขณะนั้นกายกรรมจะปราศจากพยาปาทไม่ได้เลย

ความโกรธเป็นพยาปาท  ขณะนั้นเป็นมโนกรรม  แต่ถ้าจะพิจารณาสภาพของความโกรธหรือความผูกโกรธ ที่เป็นโทสะที่มีกำลังมาก ก็ใช้คำว่า "พยาปาท" ได้  ก็เช่นเดียวกับโลภะ ซึ่งเป็นสภาพที่ต้องการอารมณ์ ยึด ติด พอใจ ติดข้อง ไม่สละอารมณ์ที่กำลังปรากฏ  ขณะที่กำลังมีความพอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ขณะนั้นเป็น "โลภมูลจิต"  แต่ว่ายังไม่ใช่ทุจริต เพราะเหตุว่าเป็นเพียงแต่ความชอบ ความคิด การไม่สละ

 แต่ถ้าเมื่อใดที่มีความคิดเพ่งเล็ง ต้องการอยากได้สิ่งหนึ่งสิ่งใด  ซึ่งเป็นทุจริตและมีการถือเอาวัตถุที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน  นั่นก็เป็นอกุศลกรรมที่เป็นอทินนาทาน  แต่ว่าในขณะนั้นต้องพิจารณาว่ามีอภิชฌาหรือไม่   ต้องมีอภิชฌาแน่นอน เพราะเหตุว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความต้องการหรือไม่สละในอารมณ์ที่กำลังปรากฏ  แต่ยังถือเอาวัตถุที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตนด้วย

การใช้คำว่า อภิชฌา หรือจะใช้คำว่า โลภะก็ได้  เช่นเดียวกับคำว่า โทสะ จะใช้คำว่า พยาปาทก็ได้เช่นกัน  ส่วนการที่จะพิจารณาว่าเป็นกรรมทางใดนั้น ก็จะต้องมีความละเอียดกว่านั้น


                                                    ..............................................................


                                                         ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์