วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

ประโยชน์ของการศึกษาเรื่องกรรม


 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


สำหรับประโยชน์ในการรู้เรื่องกรรม  การศึกษาพระธรรม การฟังพระธรรมไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิต เรื่องเจตสิก   เรื่องสติปัฏฐานและเรื่องกรรม ก็ย่อมจะต้องได้ประโยชน์ทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้น ถ้าจะพิจารณาถึงประโยชน์ของการที่จะเข้าใจเรื่องกรรม ซึ่งเป็นชีวิตประจำวันจริง ๆ  ก็จะเห็นได้ว่า เมื่อเราได้รู้ว่าขณะใดเป็นอกุศลกรรม ก็จะได้เว้นสิ่งนั้น  และรู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศล ก็จะได้เจริญกุศลกรรมยิ่งขึ้น ตัวอย่าง เช่น เจตนาฆ่า เจตนาเบียดเบียน ทั้งหมดนี้เป็นอกุศล ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นบิดามารดาหรือไม่ใช่บิดามารดา ผู้ที่ใกล้ชิด หรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยก็ตาม ก็จะทำให้ละเว้นอกุศลกรรมกับทุกบุคคล  แม้กระทั้งกับสัตว์  เราก็จะไม่คิดแม้แต่จะเบียดเบียนเขา  อาหารที่ไม่บริโภค เป็นของเหลือแล้วหรือเตรียมจะทิ้งแล้ว  แต่ก็เกิดเจตนาที่เป็นกุศล แทนที่จะทิ้งก็นำไปให้สัตว์กิน  นี่เรียกว่า  รู้ว่าขณะใดเป็นกุศลจิต  ขณะใดเป็นกุศลกรรม  ก็ย่อมสามารถที่จะกระทำกุศลกรรมเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ประโยชน์ของการรู้เรื่องกรรมและเข้าใจจริง ๆ ก็จะทำให้อกุศลกรรมลดน้อยลง และกุศลกรรมเจริญขึ้น

นอกจากนั้น ยังเป็นประโยชน์ในการเจริญสติปัฏฐานที่จะรู้ว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ขณะใดเป็นกรรม ซึ่งเป็นเหตุและในขณะใดเป็นวิบากซึ่งเป็นผล  จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่์สัตว์  ไม่ใช่บุคคล  เช่น ในขณะที่กำลังเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด   ก็รู้ได้ว่าขณะนั้นเป็นผลของกรรม เป็นวิบาก  ขณะใดที่จิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส  ขณะนั้นก็รู้ว่าเป็นอกุศลจิต เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง  ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  แม้สภาพธรรมที่เป็นกุศล ก็ไม่ติดว่าเป็นกุศลของเรา  เพราะเหตุว่ากุศลกรรมก็เป็นเพียงนามธรรมซึ่งเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป  การอบรมเจริญปัญญาจนสามารถระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมทั้งหมดตามความเป็นจริง  จะทำให้ละคลายการยึดถือสภาพธรรมทั้งหลายว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลได้

นี่คือประโยชน์ในการที่จะเข้าใจเรื่องของกรรมละเอียดขึ้น  มิฉะนั้นแล้ว ก็ยังเป็นตัวตนอยู่ว่า เป็นกรรมของเรา หรือเราทำกรรม หรือว่าเป็นวิบากของเรา  แต่ว่าตามความจริงแล้ว ไม่มีสภพธรรมใดเลยทั้งสิ้นซึ่งจะพึงยึดถือว่า เป็นของเราได้  บางคนอาจคิดว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้  ขณะนั้นเป็นเราจริง ๆ ที่กำลังคิด  และเมื่อได้รับผลจากความคิดที่จะกระทำสิ่งนั้น  ก็คิดว่าเป็นเราที่ได้รับผลของสิ่งที่เราคิด  แต่เมื่อมีเราคิด ก็ต้องมีผลของการกระทำของเราด้วย

เพราะฉะนั้น  ถ้ารู้ว่าไม่ใช่เราที่คิด  คิดเป็นชั่วขณะหนึ่ง เห็นเป็นอีกขณะหนึ่ง เพราะฉะนั้น ในขณะที่เห็นจะเป็นผลของขณะที่คิดได้ไหม  ถ้าสติปัฏฐานเกิดจริง ๆ  จะรู้ได้ทีเดียวว่าไม่ใช่  เพระเหตุว่าขณะที่เห็น  ขณะที่ได้ยิน ต้องเป็นวิบาก  สรุปแล้วสภาพธรรมต่าง ๆ  ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้นและกาย เป็นวิบากทั้งสิ้น


                                                     ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                  ....................................................






วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

มโนกรรมไม่ใช่เพียงแค่คิดในใจ


 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เรื่องของมโนกรรม ไม่ใช่เพียงแค่คิดอยู่ในใจ  คิดไปทั้งวัน ถ้าไม่ได้กระทำกรรมตามที่คิดก็ไม่สำเร็จ เช่น อยากจะได้ของคนอื่น แล้วก็นึกอยู่ในใจ ของนั้นก็จะมาเป็นของท่านไม่ได้เลย

มโนกรรมจะสำเร็จได้ ก็จะต้องมีการล่วงออกไปทางกาย หรือทางวาจา  แต่ว่าสำหรับการกระทำทางกายที่ไม่เป็นมโนกรรมก็มี  คือเป็นแต่เพียงกายกรรมเท่านั้น  เช่น เดินไปเห็นผลไม้หล่นอยู่ใต้ต้น เกิดความอยากได้โดยไม่คิดมาก่อน  แล้วก็หยิบเอาผลไม้นั้นไป  ขณะนั้นก็เป็นกายกรรม  แต่ไม่เป็นมโนกรรม

เพราะฉะนั้น กายกรรมไม่เป็นมโนกรรม  วจีกรรมไม่เป็นมโนกรรม  ที่แสดงเรื่องของกรรม ๓  (กายกรรม  วจีกรรม  มโนกรรม) ก็เพื่อที่จะแยกให้เห็นว่า  กายกรรมไม่ใช่มโนกรรม  วจีกรรมไม่ใช่มโนกรรม

แต่สำหรับมโนกรรมที่เป็นมโนกรรม โดยคิดอยู่ในใจเฉย ๆ ไม่ได้ล่วงไปทางกาย ทางวาจานั่น  ไม่สามารถที่จะสำเร็จลงไปได้  แต่ว่าต่างกับกายกรรมและวจีกรรม  ถ้าทางมโนกรรมมีความตั้งใจเกิดขึ้นทางใจก่อน  จึงจะจัดว่าเป็นมโนกรรม

ถ้าโกรธคนหนึ่งแล้วก็คิดที่จะฆ่าคนนั้น  แล้วก็จ้างให้คนอื่นไปฆ่าคนนั้น  ขณะนั้นการฆ่าที่สำเร็จลงไปเป็นมโนกรรม  แม้ว่าเป็นปาณาติบาตซึ่งเป็นข้อของกายกรรมก็จริง  แต่กรรมนั้นสำเร็จลง เพราะมโนกรรม  ไม่ใช่เพียงกายกรรม

แต่ถ้าโกรธระงับไม่อยู่ เลยเกิดประทุษร้ายคนนั้น แล้วคนนั้นตาย  ขณะนั้นก็เป็นกายกรรม  ซึ่งไม่มีความผูกพยาบาทคิดมาก่อนเลยว่า ต้องการที่จะฆ่าคนนั้น  แต่เกิดบันดาลโทสะ หรือป้องกันตัวหรืออะไรก็ตาม  แต่ซึ่งทำให้บุคคลนั้นตายไป  ขณะนั้นก็เป็นกายกรรม ซึ่งไม่ใช่มโนกรรม

เพราะฉะนั้น  องค์ของมโนกรรมก็ดี หรือองค์ของกายกรรม  วจีกรรมก็ดี เป็นการแสดงให้เห็นว่า  ผลที่เกิดขึ้นจากกาย จากวาจานั้น ๆ  เป็นกายกรรม หรือว่าเป็นมโนกรรม.


                                                     ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                        ...........................................












วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

กุศลกรรมหรือกุศลวิบาก


 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


สำหรับทางฝ่ายกุศลกรรม  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวความสิ้นสุดแห่งกรรม ที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น ก็วิบากนั่นแลย่อมเกิดในปัจจุบัน ในอัตภาพถัดไป หรือในอัตภาพต่อ ๆ ไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่รู้แล้ว ย่อมไม่กล่าวการทำที่สุดทุกข์แห่งกรรมที่สัตว์ตั้งใจกระทำสั่งสมขึ้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น สมบัติแห่งการงานทางกาย ๓ อย่าง มีความตั้งใจเป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร  มีสุขเป็นวิบาก  สมบัติแห่งการงานทางวาจา ๔ อย่าง มีความตั้งใจเป็นกุศล ย่อมมีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก สมบัติแห่งการงานทางใจ ๓ อย่าง มีความตั้งใจเป็นกุศล ย่อมมีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก

ทางฝ่ายกุศล ก็ให้ผลตามกาละ คือ อาจจะเป็นในปัจจุบันชาติ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อ ๆ ไปได้

สำหรับการรับผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม ในกามภูมิ ๑๑ ภูม คือ ในอบายภูมิ ๔ ได้แก่  นรก๑ เดรัจฉาน ๑  เปรต๑  อุสรกาย๑  และในสุคติภูมิ ๗  คือ ใน มนุษย์๑  ในสวรรค์ ๖ ชั้น

ผลของกรรมที่จะได้รับ  บางครั้งอาจจะแม้นเหมือนกับกรรมที่ได้กระทำแล้ว  แต่ว่าบางครั้งก็ไม่แม้นเหมือนกับกรรมที่ได้กระทำแล้ว  เพราะเหตุว่า โลกย่อมเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ สมัยก่อนไม่มีรถยนต์ ไม่มีการขับรถชนคนตาย  แต่ก็มีเจตนาที่จะเบียดเบียน ที่จะประทุษร้าย  แต่วัตถุเครื่องใช้ในแต่ละสมัยย่อมต่างกัน

เพราะฉะนั้นผลของกรรมที่จะได้รับในแต่ละยุค ในแต่ละสมัยย่อมแม้นเหมือนกับกรรมที่ได้กระทำแล้วบ้าง และไม่แม้นเหมือนกับกรรมที่ได้กระทำแล้วบ้าง

อย่างผลของกุศลวิบากในแต่ละประเทศก็ย่อมจะต่างกัน  รสของผลไม้อร่อย ๆ ในเมืองร้อนกับในเมืองหนาวก็ต่างกัน   แต่เมื่อเป็นผลของกุศลวิบาก  ก็ย่อมจะได้รับผลที่น่าพอใจ  แต่ว่าผลที่น่าพอใจจะเป็นรสผลไม้ชนิดใด  ในกาลไหนก็ย่อมแล้วแต่ทวารและอารมณ์ที่จะเกิดขึ้น  ซึ่งเหมาะควรแก่กรรมนั้น ๆ

หรือแม้แต่ในสวรรค์ อารมณ์ทั้งหลายประณีตกว่าในมมนุษย์  แต่ก็เป็นผลของกุศลกรรม  ในมนุษย์ภูมิก็มีอารมณ์ที่ประณีต  เมื่อเป็นผลของกุศลด้วย  แต่ก็จะเห็นได้ว่า ผลของกุศลในมนุษย์กับผลของกุศลในสวรรค์  ย่อมต่างกันไปตามควรแก่ทวาร และอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นนั้น ๆ  เพราะกรรมนั้น ๆ

แต่ให้ทราบว่า ถ้าเป็นผลของกุศลกรรม  ย่อมทำให้ได้รับกระทบอารมณ์ที่น่าพอใจทางตา ทางหู  ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย  แต่ไม่เที่ยง  เพราะฉะนั้น ชั่วขณะเล็กน้อยที่ได้รับผลของกุศลกรรมแล้วก็หมดไป  แล้วก็ย่อมจะได้รับผลของอกุศลกรรม  เมื่อถึงโอกาสที่อกุศลกรรมจะให้ผล.


                                                   ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                    ............................................