วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

ปัญญาเจตสิก


 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย


ปัญญาเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง  ไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก  ตัวปัญญาเป็นความเข้าใจถูก  ความเห็นถูก  ขณะที่ฟังธรรม  แล้วมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย  ขณะนั้นมีปัญญาและมีสติด้วย  แต่ว่าจะเป็นระดับไหน  ขณะที่กำลังฟังเข้าใจ  ขณะนั้นมีเจตสิกเกิดมากมาย  เช่น  วิตกเจตสิก  วิจารเจตสิก  เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก  แต่เราไม่รู้เลย  จะรู้ได้ก็เพียงทีละขณะเท่านั้น

เพราะฉะนั้น  ขณะที่กำลังเข้าใจจากการฟัง  ก็มีการเข้าใจเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟัง  แต่เป็นเรื่องราวของสภาพธรรมที่มีจริง  ถ้าไม่มีสติก็จะไม่มีการเข้าใจเรื่องราวหรือสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาเลย   อาจจะมีบางท่านบอกว่า ฟังแต่ไม่เข้าใจ  เพราะฉะนั้น จะไม่มีโสภณจิตเกิดร่วมด้วย  ขณะใดที่มีความเข้าใจธรรม ขณะนั้นมีปัญญาและสติเจตสิก  รวมทั้งโสภณเจตสิกอื่น ๆ เกิดร่วมด้วย

นี่ก็เป็นการศึกษาเพื่อให้เห็นสติและปัญญาขั้นต่าง ๆ  เริ่มตั้งแต่ขั้นการฟังสะสมความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เพื่อเป็นปัจจัยปรุงแต่งจิตให้เกิดปัญญาในขั้นสูงขึ้นไป  ส่วนปัญญาขั้นทานนั้นไม่ได้เกิดจากการฟัง แต่เกิดขึ้นเพราะอุปนิสัยที่สะสมมา  เป็น "ทานุปนิสัย" โดยที่ไม่ได้ฟังธรรมเลย  ไม่เข้าใจเลย  แต่การสะสมกุศลจิตฝ่ายดีก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดการให้  หรือการสละออกจากใจที่ติดข้อง  ยึดมั่นถือมั่นในรูปธรรมนามธรรม  ก็จะเกิดระลึกเป็นไปในการให้ได้เช่นกัน



                           ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์


                                                 ...................................................

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

เกิดเพราะอะไร



 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดเพราะเหตุปัจจัย  เพราะฉะนั้นในเวลาฟังพระธรรมหรือในพระสูตร ก็แสดงว่าจากเสียงที่ได้ยินก็จะศึกษาให้เข้าใจว่าในภาษาของตน ๆ  เพราะฉะนั้นเสียงที่เราได้ยินได้ฟังนั้น ส่วนใหญ่ก็มาจากคำภาษาบาลี  แต่ว่าคำภาษาบาลีทั้งหมด สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาบาลี  ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ในภาษาของตน ๆ  เช่น คนไทยได้ยินคำว่า อวิชชา ไม่ใช้ภาษาที่เราใช้ตั้งแต่เกิด  แต่ว่าได้ยินคำที่จะต้องเข้าใจความหมายด้วย

 วิชชา  คือ ความรู้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือความเห็นถูก   อวิชชา...... อะ คือ ไม่  พูดง่าย ๆ  อวิชชา คือไม่รู้  เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้กำลังไม่รู้  ถ้าจะว่ามาจากไหน ก็เดี๋ยวนี้เกิดความไม่รู้ ซึ่งอาศัยการที่เคยสะสมความไม่รู้และความติดข้องมานานมาก โดยที่ไม่รู้เลย  เพราะฉะนั้น  เราสามารถเข้าใจธรรมที่เกิดมีขึ้นในชีวิต เช่น ตั้งแต่เกิดมาจนขณะนี้  มีวิชชาหรือวิชชา  วิชชาคือสามารถเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ  อวิชชาไม่รู้ว่า สิ่งที่กำลังปรากฏว่าเป็นอะไร  ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ก็มีสังขาร ซึ่งหมายความถึงเจตนา ที่เป็นกุศลและอกุศลในวันหนึ่ง ๆ

 เพราะฉะนั้นชีวิตประจำวันเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี ที่เราใช้คำว่า กรรมดีกรรมชั่ว อาศัยเจตนาที่เป็นกุศลบ้างและอกุศลบ้าง  ก็มีการกระทำต่าง ๆ  แต่ก็ยังคงไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นนั้นเราคงจะไม่ย้อนไปถึงชาติก่อน ๆ ก็ได้  เพราะแม้แต่เพียงชาตินี้  ก็เริ่มจากความไม่รู้ตั้งแต่เกิด  แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินไป  ต้องเป็นไป ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส  แล้วก็คิด แล้วก็เป็นสุขเป็นทุกข์ต่าง ๆ  แต่ก็ยังไม่รู้  เพราะฉะนั้นการฟังธรรม ฟังตามลำดับ เช่น  ขณะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย มีจริง ๆ โดยที่ไม่มีใครต้องไปทำอะไรเลย ไม่มีใครต้องไปทำเห็น แต่เห็นก็เกิดแล้ว ไม่มีใครต้องทำให้ได้ยิน  แต่ได้ยินก็เกิดแล้ว ตามเหตุตามปัจจัย

 เพราะฉะนั้น อวิชชาถ้าไม่รู้อย่างนี้ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดได้  เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น  ไม่เป็นอย่างนี้  เริ่มเข้าใจสิ่งที่เกิดแล้วตามความเป็นจริง ว่าต้องมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ๆ  ไม่เป็นอย่างอื่น  แต่แม้กระนั้นก็ยังไม่หมดความไม่รู้  ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราจะคิดถึงความจริงในวันหนึ่ง ๆ ว่า เรามีกุศลและอกุศลซึ่งเป็นสังขาร  มาจากอวิชชา  มาจากความไม่รู้  ก็เป็นความจริง เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดแล้วก็สามารถที่จะได้ยินได้ฟังพระธรรม มีโอกาสที่จะได้เข้าใจพระธรรมตามลำดับ  เช่น ความไม่รู้เป็นความไม่รู้  กุศลและอกุศลทั้งหลาย แม้ว่าจะเกิดขึ้นซึ่งเป็นไป ก็ยังไม่หมดความไม่รู้  ก็จะค่อย ๆ เข้าใจว่า ชีวิตเกิดมาเพราะไม่รู้และถ้ายังไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ก็ยังคงไม่รู้ต่อไปอีก

 เพราะฉะนั้น เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้ต้องจากโลกนี้ไป  แล้วก็มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิด  ก็ต้องมีความไม่รู้อยู่นั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมแต่ละครั้งก็เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมี เล็ก ๆ น้อย ๆ ทีละนิดทีละหน่อย จนกว่าสามารถที่จะเห็นถูกต้อง ตามความเป็นจริงของสภาพธรรม ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับ แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย  เป็นอย่างนี้ตลอดทุกขณะ  นี่คือเริ่มเข้าใจความจริงว่า อวิชชาเป็นปัจจัย ให้เกิดสิ่งที่ต้องเกิดตามความเป็นจริง จนกว่าความรู้จะค่อย ๆ ละความไม่รู้ไป  ทีละเล็กทีละน้อย


                               ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลแก่สรรพสัตว์

                                                                    .........................................


วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โทสะ


ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย


พระอนาคามีบุคคลเท่านั้นที่ไม่เกิดโทสะ  เพราะฉะนั้น คนที่ไม่เกิดโทสะเลยไม่มี  แต่ว่าถ้าโทสะเกิดแล้วสติระลึกรู้ว่า ขณะนั้นเป็นเพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่งจริง ๆ ที่เกิดขึ้น  แล้วก็รู้ตามความจริงว่า "โทสะหรือปฏิฆะ" นั้นเกิดขึ้นเพราะมีเหตุที่ทำให้เกิด  ก็คือขณะนั้นมีสภาพธรรมนี้ กำลังปรากฏให้เห็นตามความเป็นจริง  เพราะเหตุว่ายังมีเชื้อของโทสะอยู่  ดังนั้นโทสะจึงเกิดได้

ลักษณะของโทสะเป็นสภาพหยาบกระด้าง ซึ่งต่างกับสภาพธรรมอื่น ๆ  แต่ถ้าหากว่าสติระลึกได้ ก็จะรู้ว่า  ขณะนั้นเป็นเพียงลักษณะธรรมหรือธรรมชาติ หรือธาตุ หรือนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดขึ้นเมื่อใดก็จะต้องมีลักษณะเป็นอย่างนั้น

ส่วนมากเราจะรู้จักโทสะแต่ชื่อ  แต่เวลาที่โทสะเกิดจริง ๆ  ก็ไม่รู้ตัวโทสะหรือไม่รู้ลักษณะของโทสะจริง ๆ ที่กำลังปรากฏให้รู้  เพราะฉะนั้น จะได้รับประโยชน์จากโทสะที่เกิดก็ด้วยการรู้ตามความจริงว่า โทสะเป็นเพียงสภาพธรรมชนิดหนึ่ง เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า "โทสะยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด  โทสะยังจิตให้กำเริบ  โทสะเป็นภัยเกิดขึ้นเป็นภายใน  พาลชนย่อมไม่รู้สึกถึงภัยนั้น  คนผู้โกรธย่อมไม่รู้อรรถ  คนผู้โกรธย่อมไม่เห็นธรรม  เมื่อใดความโกรธเข้าครอบงำนรชน  เมื่อนั้นเขาย่อมมืดมน"


                                                 
   ...........................................



ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์