วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การศึกษาสิ่งที่เลิศ

                          
                            ขอนอบน้อมแด่สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

การศึกษาที่เลิศที่สุดก็คือการศึกษา "ธรรมะ"  เพราะเหตุว่าธรรมะ คือสิ่งที่มีจริงซึ่่่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง..... การศึกษาสิ่งมีจริงที่กำลังปรากฏในแต่ละขณะนี้เอง เป็นการศึกษาที่เลิศกว่าการศึกษาวิชาต่าง ๆ ในโลก  สิ่งที่มีจริงในขณะนี้ทั้งหมด เป็นลักษณะของธรรมะแต่ละขณะหนึ่ง เช่นเสียงมีจริง ได้ยินมีจริง สิ่งที่มีจริงภาษาบาลีใช้คำว่า "ธรรม" นี่ก็เป็นความเข้าใจขั้นต้น เรียกว่าเป็น "บันไดก้าวแรกของการศึกษาธรรม" เพราะเหตุว่าขณะนี้ศึกษาธรรม เพียงปรากฏกับธาตุที่กำลังเห็นสิ่งซึ่งเป็นธรรม ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล

การศึกษาเพื่อที่รู้จักธรรมที่กำลังปรากฏนั้น ต้องฟังธรรมจนกว่าจะเข้าใจ ขณะนี้มีเห็น ก็เริ่มเข้าใจว่า ขณะที่กำลังมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ขณะนั้นไม่มีสิ่งอื่น นี่คือการเริ่มต้นที่จะรู้จักว่าเป็นธรรมะแต่ละหนึ่ง ๆ ขณะที่เสียงปรากฏ ขณะนั้นไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็น และขณะนั้นก็มีธาตุที่ได้ยินเสียงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นธาตุที่ได้ยินเสียงไม่ใช่เรา ไม่มีใครเลย มีแต่ธรรมที่เป็นธาตุ ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เช่น เสียงกระทบกับหู เป็นปัจจัยให้จิตได้ยินเกิดขึ้นได้ยินเสียง เสียงก็ดับ ได้ยินก็ดับ

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้  ทรงรู้สิ่งที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นอย่างนี้ แต่ก็ไม่มีใครรู้ เพราะเวลานี้ไม่มีอะไรดับเลย มีแต่ปรากฏแล้วก็คิดว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นกว่าจะเข้าใจธรรมจริง ๆ ต้องเป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้แจ้งสภาพธรรม จึงสามารถที่จะดับกิเลสได้ และเรามีกิเลสมากมาย แล้วจะดับกิเลสได้อย่างไร ถ้าไม่เข้าใจธรรมตรงตามความเป็นจริง ก็จะไม่สามารถประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏขณะนี้ตามความเป็นจริงได้เลย

เพราะฉะนั้นพึงเห็นประโยชน์ของการศึกษา แม้เพียงเล็กน้อยขั้นเริ่มต้น แต่ว่าศึกษาให้ตรง เพื่อรู้และเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แม้ว่าจะยากแสนยาก แต่ก็สามารถเข้าใจได้ เพราะว่ามีผู้ที่ได้เข้าใจแล้วและหมดกิเลสแล้ว นั่นก็พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงดำเนินไปด้วยทางนี้ที่จะทำให้ดับกิเลสได้

                               
                                    ขออนุโมทนาบุญในกุศลจิตกับทุกท่านด้วยค่ะ

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทุกข์เพราะคิด


                   
 
                     ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

วัน ๆ คิดตลอดเวลา ไม่อยากคิดก็ต้องคิด ถ้าเข้าใจเรื่องสภาพธรรมจริง ๆ แล้ว ทุกข์จะลดน้อยลงมาก เพราะเหตุว่าไม่มีอะไรเหลือเลย นอกจากขณะปัจจุบัน ขณะนี้ ขณะเดียว ทีละขณะเท่านั้น เพราะฉะนั้น จะมีอะไรที่ทำให้เป็นทุกข์ได้.....ขณะนี้มีใครเป็นทุกข์บ้าง  ถ้าจะทุกข์ก็เพราะคิดเท่านั้น แต่ถ้าไม่คิดก็ไม่มีทุกข์ ไม่ว่าใครจะมีทุกข์มากน้อยเพียงใด เราก็ห้ามคิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจความคิด

ถ้าไม่คิดอะไรเลยก็อยู่ในโลกนี้ไม่ได้เลย เพียงมีสิ่งที่ปรากฏทางตา จะรู้ไม่ได้เลยว่าเป็นอะไร ถ้าไม่คิด....ความคิดมีหลายระดับ เรามักจะพูดถึงความคิดเป็นเรื่องเป็นคำ แต่ความจริงแล้วเรื่องคำทั้งหลาย
หรือความหมายทั้งหลาย  มาจากความทรงจำในสิ่งที่ปรากฏโดยรูปร่าง สํญฐาน ถ้าเป็นทางตา ถึงแม้ว่าไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้กระทบสัมผัส แต่ก็คิดได้ เพราะความทรงจำ ขณะคิดเป็นจิต ส่วนมากเราจะลืมจิตที่คิด เพราะไปมุ่งถึงจิตที่เห็น จิตที่ได้ยิน จิตที่รู้กลิ่น ฯลฯ หลังจากเห็น หลังจากได้ยิน หลังจากได้กลิ่น  จะไม่ให้คิดก็ไม่ได้ เพราะว่าหลังจากเห็นแล้ว ทางใจต้องคิด แม้ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ทางใจก็คิดได้ เพราะมาจากความทรงจำ ความคิดมีหลายอย่าง ทันทีที่เห็น คิดถึงรูปร่างสัณฐาน ยังไม่มีเรื่องราวยังจำได้ว่าเป็นใคร

ขณะทีเห็นมีคิด ขณะที่ได้ยินมีคิด นี่ก็เป็นขั้นหนึ่ง หลังจากเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือหลังจากได้ยินเสียงที่ปรากฏทางหู  ถ้าไม่คิดความหมายเลย สิ่งที่ปรากฏก็ดับไป  ถ้าถามก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาหรือสิ่งที่ปรากฏทางหูเป็นอะไร เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ทางตาก็เห็นจริง แต่ทางใจปรุงแต่ง คิดสารพัด คิดถูกคิดผิด ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ความคิด นี่ก็เป็นอีกตอนหนึ่ง

นอกจากนั้นยังมีความเห็นถูกหรือความเห็นผิดในสภาพธรรมอีก เพราะฉะนั้น ห้ามคิดไม่ได้ แต่จะต้องเข้าใจว่า ความคิดนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา นี่เป็นสิ่งสำคัญที่จะเข้าธรรมว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ชีวิตในวันหนึ่ง ๆ จะสุขหรือทุกข์ สำคัญที่สุดคือ "ความคิด" ด้วยเหตุนี้จึงควรมุ่งที่จะเข้าใจเรื่องความคิดเสียก่อนว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นการเตือนให้ระลึกว่า ในขณะคิดเป็น "จิต" แล้วก็ขณะเห็นก็มีคิดต่อไปด้วย ดังนั้นถ้าไม่อยากทุกข์เพราะความคิด ก็ต้องเข้าใจความคิด

                                     
                                    ขออนุโมทนาในกุศลจิตกับทุกท่านด้วยค่ะ

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เครื่องอยู่ที่ประเสริฐ


                 
                      ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ที่ประเสริฐในชีวิตประจำวัน มีสภาพและมีลักษณะแตกต่างกันตามเหตุปัจจัย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณา ไม่ว่าใครจะมีสุข ก็ยังน่าสงสาร เพราะไม่พ้นจากทุกข์ที่จะต้องเกิดอีก  ทุกข์จริง ๆ คือการเกิดดับ เพราะฉะนั้นให้รู้ตามความจริงว่า ทุกคนเกิดมาเพราะผลของกรรม ทุกคนมีกรรมเป็นของของตน ทุกคนหนีไม่พ้นความทุกข์ ด้วยเหตุนี้จึงควรศึกษาอบรมเจริญธรรมอันเป็นที่อยู่อย่างประเสริฐให้เกิดขึ้นและเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น

พรหมวิหาร  เป็นธรรมที่อยู่อย่างประเสริฐ ได้แก่ ความเมตตา คือความเป็นเพื่อน มีความหวังดี, กรุณา คือมีความสงสารเมื่อผู้อื่นประสบทุกข์, มุทิตา คือ เมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข ก็พลอยยินดีด้วย,อุเบกขา วางใจเป็นกลางไม่หวั่นไหว

เมตตา มีความรักหรือผูกพัน เป็นข้าศึกใกล้ แยกแทบไม่ออกว่า นี่เป็นเมตตาหรือโลภะ อย่างแม่รักลูก บางคนอาจคิดว่า เมตตามาก แต่ใครจะรู้ดีว่า นั่นเมตตาหรือรัก แต่ถ้าเป็นเมตตาจริง ๆ แล้วต้องเสมอกันหมด ไม่ว่าใคร ลูกหรือไม่ใช่ลูก เพื่อนหรือไม่ใช่เพื่อน ญาติหรือไม่ใช่ญาติ ใครก็ตามต้องเสมอกันหมด นั่นคือเมตตาแท้จริง

กรุณา ไม่เลือกว่าเป็นใครเช่นกัน จะต้องสงสาร จะต้องช่วยเหลือเสมอกัน  ถ้าช่วยเพราะเป็นเพื่อน สงสารเพื่อน ถ้าไม่ใช่เพื่อนก็ไม่สงสารไม่ช่วย นั่นก็ไม่ใช่กรุณาที่แท้จริง ในขณะที่ช่วยเหลือมีความรู้สึกเศร้าหมอง จิตเป็นโทมนัสเพราะว่ามีความผูกพันเป็นเหตุ กรุณาแท้จริงต้องไม่เศร้าหมองเลย

มุทิตา  พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข หรือประสบความสำเร็จในการกระทำที่เป็นกุศล ไม่ใช่่หวังร้ายหรือคิดร้ายต่อเขา ไม่อิจฉาเมื่อผู้อื่นได้ดีมีลาภ ยศ สรรเสริญ เพราะนั่นเป็นผลของบุญที่เขาได้กระทำแล้ว ควรอนุโมทนาในบุญกุศลที่ได้กระทำแล้ว

อุเบกขา ต้องประกอบด้วยความเห็นถูกว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ช่วยได้ก็ช่วยด้วยเมตตา ช่วยไม่ได้ก็ไม่รู้สึกเสียใจ  แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อรู้ว่าทุกคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน รู้อย่างนี้แล้วไม่ช่วย นั่นก็ไม่ถูกต้อง แต่ขณะที่ช่วยจิตใจต้องไม่หวั่นไหว ไม่เช่นนั้นก็จะพลอยเศร้าหมองไปกับความทุกข์ยากของผู้อื่นด้วย และต้องรู้ด้วยว่าสภาพธรรมนั้นไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต

                              
                                       ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านด้วยค่ะ