วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วันแม่แห่งชาติ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕

        

 ทีฆายุกา  โหตุ  มหาราชินี

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม  ขอเดชะ
สมาคมไทย-กวนอิม,สวิตเซอร์แลนด์
(Thai-Kuan Yin-Union,Switzerland)

..................................................................................

                                     
                         วันแม่แห่งชาติ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕

                                           พระคุณแม่   
                 ดอกไม้ช่อนี้ ลูกขอมอบจากใจ แด่.....แม่ผู้มีพระคุณของลูก ๆ




                    
 สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันแม่แห่งชาติแล้วนะคะ  ทุกท่านก็คงทราบกันดีว่า วันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย คือ "วันแม่แห่งชาติ"  และเป็น "วันเฉลิมพระชนมพรรษา ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ" คือเป็นวันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพ.....วันนี้ฉันก็จะขอเขียนบทความเกี่ยวกับพระคุณของแม่ เพื่อให้ทุกท่านได้ระลึกถึงพระคุณของแม่ด้วย

ทุกท่านมี "แม่"  เพราะฉะนั้นความหมายของคำว่า "แม่" ก็คงทราบกันดี  หรือจะเรียกอีกอย่างว่า "มารดา" ก็ได้  มีความหมายว่า ผู้ให้กำเนิด....แม่เป็นผู้มีพระคุณต่อลูกอย่างหาที่เปรียบมิได้  พระคุณของท่านสุดประมาณ  ซึ่งลูก ๆ มิอาจที่จะตอบแทนได้หมด ถึงแม้ว่าลูกจะมีอายุอยู่ได้ถึง ๑๐๐ ปีก็ตาม.....แม่เป็นผู้หญิงที่มีจิตใจประเสริฐต่อลูก  เป็นผู้เสียสละเพื่อลูกได้แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต  แม่รักลูกเมตตาลูกโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน....แม่ให้กำเนิดชีวิตแก่ลูกด้วยความรักอันบริสุทธิ์  แม้ว่าจะต้องเสี่ยงชีวิตตน  แม่ก็ยอมด้วยความปรารถนาอันแน่วแน่ ที่จะได้ลูกมาชื่นชม....แม่เป็นผู้กล้าหาญ  โบราณท่านว่า "การคลอดของผู้หญิง เสี่ยงความตายเหมือนกับบุรุษเข้าสงคราม"  แต่แม่ก็ไม่หวั่นไหวต่อความตาย

แม่เฝ้าทนุถนอมเลี้ยงลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์  จนกระทั่งคลอดออกมาดูโลก....แม่เอาใจใส่เลี้ยงดูลูกน้อยด้วยความรักและห่วงใย  อดหลับอดนอนแค่ไหนแม่ทนได้  ขอเพียงแต่ให้ลูกสุขสบาย แม่ก็หายเหนื่อยกายเหนื่อยใจ  ยามลูกเจ็บไข้ไม่สบาย  แม่ดูแลรักษาปัดเป่า ป้อนข้าวป้อนน้ำจนหายดี  แม่ไม่บ่น และไม่บ่นเบื่อ แม่ทำเพื่อลูกได้ทุกเมื่อ....

แม่เป็นครูคนแรกที่พร่ำอบรมบ่มนิสัยลูก ทั้งศีลธรรมจรรยาและมารยาท  สอนให้รู้สัมมาคารวะ รู้เจรจาวาจาดีมีวินัย  รู้รับผิดชอบการงานในหน้าที่ตน  สอนให้เป็นคนดีต่อตนเองและผู้อื่น ให้รู้ดีรู้ชั่ว รู้ประมาณตน  ไม่ประพฤติตนให้เดือนร้อน....แม่เป็นเสมือนพระพรหมของลูก  เพราะว่าแม่มีจิตใจที่เปี่ยมด้วยพรหมวิหาร ๔  แม่มีเมตตาไมตรีและเกื้อกูลลูกเสมอ  ยามลูกได้รับเคราะห์กรรมลำบากกายใจ  แม่สงสารพยายามช่วยลูกให้หายทุกข์  ยามลูกประสบสิ่งดีมีชัย  แม่ภูมิใจและพลอยยินดีด้วย  ถ้าลูกแย่แม่ไม่อาจช่วยแก้ได้  แม่ก็วางใจเป็นกลางไม่เหินห่าง.....แม่ให้อภัยในความผิดของลูกเสมอ ถึงแม้บางครั้งลูกแสดงกิริยาวาจาไม่สมควรต่อแม่ ๆ ก็ไม่ถือโทษโกรธลูกรัก.....ยามใดที่ลูกทุกข์ใจ แม่ก็ให้คำปลอบใจและกำลังใจที่ดี ๆ

แม่เป็นผู้ที่ให้ความรักและความอบอุ่นที่แท้จริงแก่ลูกเสมอ.....เมื่อลูกเติบโตถึงวัยเล่าเรียน  แม่ก็ส่งเสริมให้มีวิชาความรู้ไว้ติดตัวกันลำบาก  ลูกเรียนดีประพฤติดีแม่ปลื้มใจเหมือนได้รางวัลจากสวรรค์  ลูกเรียนแย่ประพฤติทรามแม่ช้ำใจ  แต่ก็ให้อภัยไม่ซ้ำเติม....เมื่อลูกมีงานมีเงินเจริญก้าวหน้า แม่ก็สุขเกษมเปรมปรี....เมื่อถึงวัยมีคู่มีครอบครัว  แม่ช่วยดูช่วยแนะนำแต่สิ่งดี  ด้วยห่วงใยและผูกพัน  ถ้าลูกสุขแม่ก็สุขด้วย....พระคุณแม่มากมายเหลือล้น  ควรหรือที่ลูก ๆ ทั้งหลายจะทอดทิ้งแม่  เมื่อยามท่านแก่เฒ่า  เมื่อยามท่านเจ็บป่วย  สมควรไหมที่จะใช้วาจาไม่ดีงามกับท่าน......ลูก ๆ โชคดีที่มีแม่อายุยืน มีร่มโพธิ์ร่มไทรไว้คุ้มเกล้า....แม่เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศประเสริฐแท้ของลูก ๆ ........

ฉันเองโชคไม่ดีที่มีแม่อายุไม่ยืน  แต่ฉันก็โชคดีที่มีแม่คนที่ ๒ (แม่เลี้ยง) ที่ดีคอยเป็นห่วงเป็นใยมาตลอด เป็นเสมือนแม่บังเกิดเกล้า  ท่านมีอายุยืนและแข็งแรงด้วย  ก็อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรและเป็นเนื้อนาบุญให้ลูก ๆ   เดี๋ยวนี้ท่านเริ่มหันมาสนใจสะสมบุญกุศล เพราะลูก ๆ ได้พยายามแนะนำและชักชวนพาไปทำบุญ ทำทานที่วัดบ่อย ๆ  เพื่อสะสมเป็นอุปนิสัยและเป็นปัจจัยสำหรับ ที่จะนำไปสู่สุคติภูมิได้ในภายภาคหน้า

                                          
                                                   กลอนวันแม่

                                               แม่เป็นหนึ่งของลูกในดวงใจ
                                        เป็นผู้ให้ลูกได้เกิดมีชีวิต
                                        พระคุณแม่มากล้นจนเกินคิด
                                        แม่คือมิตรที่แท้ไม่แปรผัน

                                        แม่ทุ่มเทกายใจให้แก่ลูก
                                        แม่พันผูกรักลูกชั่วชีวัน
                                        แม่สอนลูกให้มีดีครบครัน
                                       ให้รู้ทันความคิดจิตเบิกบาน


                                       ลูกขอน้อมกราบแม่ที่แทบเท้า
                                       เทิดเหนือเกล้าตราบชั่วกาลนาน
                                       ขอแม่อายุยืนชื่นบานเกษมสันติ
                                       เป็นมิ่งขวัญทุกวันคืนของลูกเทอญ



                                    .................................................






                               



วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จะขออะไรก่อนตาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ทุกท่านทราบดีว่า สักวันหนึ่งก็จะต้องจากโลกไป อย่างไม่กลับมาเป็นบุคคลเดิมอีกอย่างแน่นอน  แต่ก่อนที่จะจากไปจริง ๆ  ในชีวิตประจำวันก็มีการเห็น การได้ยิน  การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้เย็น รู้ร้อน รู้อ่อน รู้แข็ง  รู้ตึง รู้ไหว และรู้ความนึกคิดเป็นปกติธรรมดา.....แต่ว่าท่านเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ตามความเป็นจริงหรือยัง หรือเข้าใจเพิ่มขึ้นหรือไม่  เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นประโยชน์ของการอยู่ในโลกนี้ ซึ่งมีเห็น  มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส ฯลฯ  แล้วไม่รู้จักลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริงเลย  สมควรไหม ที่จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นต่อไปเรื่อย ๆ ทุกภพทุกชาติในสังสารวัฏฏ์

ถ้าจะขอสิ่งใดสักอย่างก่อนตาย เพียงสิ่งเดียวที่ท่านปรารถนา ท่านคิดว่าจะขออะไร ซึ่งเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดของการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้......อะไรคือสิ่งที่มีค่าสูงสุดแก่ชีวิต....สิ่งที่ประเสริฐและมีค่าสูงสุดที่ควรขอก็คือ ขอผลของกุศลทั้งหมด ที่ได้กระทำแล้ว จงเป็นปัจจัยให้สามารถเข้าใจลักษณะสภาพธรรมกำลังปรากฏตามความเป็นจริงในทุกภพทุกชาติ.....การที่จะขอในสิ่งดังกล่าวนี้ เพื่อที่จะได้ผลดังปรารถนา ก็จะต้องมีความเพียรและขันติมากทีเดียว จึงจะสามารถเข้าใจตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางใจ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญเพียรถึง ๔ อสงไขแสนกัปเพื่อรู้แจ้งความจริงของสภาพธรรม และพระองค์ได้ทรงเผยแผ่พระธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้เป็นเวลาถึง ๔๕ พรรษา เพื่อเกื้อกูลแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงเช่นพระองค์  เพราะฉะนั้น สิ่งเดียวที่ควรขออย่างแน่วแน่และมั่นคง แต่ไม่ใช่ขอด้วยความต้องการ ขอผลของกุศลทั้งหลายที่ได้กระทำแล้ว จงเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา สามารถเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ก็คือบารมีทั้งหมดนั้นเอง.....

สาวกพระโพธิสัตว์, พระปัจเจกโพธิสัตว์และพระมหาโพธิสัตว์ไม่ได้ปรารถนาสิ่งอื่นใดเลย ที่นอกเหนือไปกว่าการขอความเข้าใจ ในสิ่งมีจริงที่กำลังปรากฏ  และการขอนี่ก็ไม่ใช่การไปนั่งขอกับใคร  แต่รู้ว่ากุศลกรรมมีผลแน่นอน  ผู้ที่ต้องการผลของกุศลกรรมที่เป็น รูป เสียง กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ และยศฐาบรรดาศักดิ์ต่าง ๆ ก็จะได้ตามปรารถนาเมื่อกุศลส่งผล.....แล้วทุกท่านที่ทำกุศลล่ะ  ปรารถนาอะไรก่อนตาย  ทุกวันนี้ท่านปรารถนาอะไร  กุศลนั้นใช่ว่าจะให้ผลเป็นอย่างอื่น แต่สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้สามารถเข้าใจสภาพธรรมที่ปรากฏดีขึ้น  เพราะฉะนั้น ควรขอสิ่งประเสริฐก่อนตาย คือ ขอให้ได้ฟังธรรมให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง แล้วปัญญาที่เข้าใจธรรมนี้ ก็จะทำให้ชีวิตไม่ติดข้องในสภาพธรรมที่ปรากฏ เพราะเข้าใจตามความเป็นจริง.


                                                     ขออนุโมทนาบุญ

                                            ........................................

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จิตที่มีโทษมาก

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ท่านทราบไหมว่า เราศึกษาธรรมเพื่ออะไร....เราศึกษาธรรม ก็เพื่อที่จะละจิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิด  ซึ่งเป็นจิตอกุศลที่มีโทษมาก  ในชีวิตประจำวันของทุกคนจิตก็จะเป็นในรูป เสียง กลิ่น รส  เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว และความคิดนึก เพราะเหตุว่ายังไม่ใช่จิตที่ได้ฌาน หรือจิตระดับฌานจิต ยังเป็นจิตที่มีความติดข้อง ต้องการ ยินดีอยู่ในกามรมณ์ จึงเรียกว่า กามาวจรจิต

ในวันหนึ่ง ๆ  เรามีความเห็นผิดอย่างไรบ้าง ทุกคนควรที่จะทราบด้วยตนเอง ว่าทำไมจิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิดจึงมีโทษมาก...บางทีก็อาจจะเข้าใจว่า ตนไม่มีความเห็นผิดอะไรเลย  ก็ขอให้ทราบว่า ความเห็นผิด (ทิฏฐิ)  นี้มีชนิดตั้งแต่หยาบ ๆ จนกระทั่งถึงชนิดละเอียด  ถ้าเราไม่เป็นผู้ที่ละเอียดรอบครอบ ก็จะไม่รู้ตัวเลยว่า เป็นผู้มีความเห็นผิด

ถ้ามีความเห็นไม่ตรงตามลักษณะของสภาพธรรมจริง ๆ แล้ว  ก็ต้องเป็นความเห็นผิด  เราต้องเป็นผู้ตรงและต้องทำความเห็นให้ตรงด้วย  เพราะเหตุว่าสภาพธรรมมี ๒ อย่าง คือ ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ที่เป็นอกุศล กับความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นกุศล.....ผู้ที่มีความรอบครอบ  พิจารณาลักษณะของสภาพธรรมแล้ว เป็นผู้ตรง  คือ เห็นผิดก็คือเห็นผิด  เห็นถูกก็คือเห็นถูก  ผู้นั้นย่อมสามารถที่จะลดความเห็นผิดลงได้ตามกำลังของปัญญา

ทุกคนมีความเห็นผิดสะสมไว้มาก บางครั้งเป็นผู้เชื่่อง่าย ใครชักชวนให้ไปทำอะไรก็ทำ โดยไม่่ได้คิดพิจารณาไตร่ตรองถึงเหตุผล ว่าตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ ในที่สุดก็จะเป็นผู้มีความโน้มเอียงไปในทางเห็นผิดได้.....ผู้ที่จะเป็นอริยบุคคลขั้นต้น คือพระโสดาบันบุคคล  จะต้องละความเห็นผิดก่อนที่จะดับกิเลสทั้งหมดได้  จะต้องดับ "โลภะมูลจิต" ที่เกิดร่วมกับความเห็นผิด  หรือกล่าวอีกอย่างว่า "ดับทิฏฐิ"  ถ้ายังไม่ใช่อริยบุคคลก็ยังต้องมีความเห็นผิดอยู่  แต่ก็ไม่ค่อยรู้ตัว  เพราะฉะนั้น ควรฟังธรรมให้เข้าใจเพื่อเป็นปัญญาที่จะพิจารณาลักษณะของสภาพธรรมได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง.

                                         
                                          .........................................

                                                
                                                  ขออนุโมทนาบุญค่ะ