วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ที่สุดของความจริง




 ขอนองน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


ท่านทราบมั้ยว่า ที่สุดของความจริงคืออะไร

ที่สุดของความจริง  ก็คือสภาพธรรมที่มีจริง ได้แก่  จิต เจตสิก รูป นิพพาน  หรือเรียกสั้น ๆ เป็นภาษาบาลีว่า "ปรมัตถธรรม" 

จิต  เป็นสภาพที่มีจริง เป็นนามธรรม เป็นธาตุรู้  เป็นธาตุหรือเป็นสภาพธรรมที่มีจริง  มีลักษณะเฉพาะอย่าง ไม่เป็นอย่างอื่น เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย  แล้วก็ดับไปไม่เหลือเลย  ไม่มีสิ่งใดที่เกิดโดยปราศจากเหตุปัจจัย และไม่มีสิ่งใดที่เกิดแล้วจะไม่มีการดับ...... จิต หมายถึงธาตุรู้ ๆ  ทุกอย่างตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย......จิต  เป็นธาตุรู้ ๆ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏทางทวารทั้ง ๖  ถ้าไม่ได้ยินเสียง  หรือถ้าไม่มีสภาพรู้เสียง  เสียงนั้นก็จะปรากฏไม่ได้เลย


เจตสิก เป็นธาตุรู้  เป็นนามธรรม เป็นธาตุที่มีจริง เกิดพร้อมกับจิตและดับพร้อมกับจิต  เจตสิกเกิดร่วมกับจิตแต่ละขณะอย่างน้อย ๗ ประเภท  เจตสิกรู้อารมณ์เดียวกับจิต เจตสิกเกิดขึ้นทำกิจแตกต่างกัน

รูป  เป็นธาตุที่ไม่รู้อะไร  เป็นสภาพธรรมที่มีจริง แต่ไม่รู้อะไร  เช่น  เย็น ร้อน อ่อน แข็ง  ไหว ตึง ก็เป็นธาตุเฉพาะอย่าง

ธาตุมีมากมายหลากหลาย แต่เราจะไม่ได้คิดถึงชื่อ  เราคิดถึงความจริงที่สุด ซึ่งหมายถึงสิ่งที่มีจริงที่พิสูจน์ได้ทุกขณะ  สิ่งที่มีจริง ๆ  เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไปหมดไม่เหลือและไม่กลับมาอีกเลย  ขณะนี้ก็มีธาตุเกิดดับอย่างหลากหลาย  แต่สติไม่เกิดขึ้นระลึกรู้  ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิด  เห็นว่าธาตุเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วมากนั้น ว่าเป็นของเที่ยงยั่งยืน  แล้วก็จดจำนิมิตของจิต  จดจำรูปร่างสัณฐานนิมิตของจิต


เพราะฉะนั้น  ตามความจริงที่ถึงที่สุดของความจริงก็คือ  จิต เป็นธาตุรู้  ซึ่งสามารถรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้  เช่น ขณะนี้กำลังมีเห็น  กำลังได้ยิน  กำลังได้กลิ่น  กำลังลิ้มรส กำลังกระทบสัมผัส  กำลังคิดนึก  ซึ่งเป็นความจริงที่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย  เป็น "นิยาม" คือ เป็นความจริงที่จะต้องเป็นเช่นนั้น   จิต ๑ ขณะเกิดขึ้นแล้วต้องดับไป  เป็นปัจจัยให้จิตดวงอื่นหรือขณะต่อไปเกิดขึ้น  และจิตเกิดขึ้นทุกขณะต้องมีสิ่ง (อารมณ์) ให้จิตรู้เสมอ


                                                       .......................................


                                                   ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                             

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มงคลกิริยา




 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


มงคลกิริยา  หมายถึง  การแสดงกิริยาต่าง ๆ  เช่น  การรคำนับ  การไหว้  การต้อนรับ  การแสดงมารยาทที่สมควรต่อผู้อื่น บางท่านอาจจะคิดว่า  การแสดงมงคลกิริยาและการแสดงมารยาท ไม่มีผล  แต่ถ้าพิจารณาดูก็จะเห็นได้ว่า  การแสดงกิริยาต่าง ๆ ทางกายและทางวาจานั้น มีทั้งที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศล

การแสดงการต้อนรับ การคำนับใคร หรือการแสดงมารยาทอันดีงามต่าง ๆ ก็ตาม  ถ้าแสดงด้วยใจจริง จิตขณะนั้นเป็นกุศลจิต  แต่ถ้าการแสดงการต้อนรับหรือคำนับด้วยความไม่จริงใจ หรือไม่แสดงการต้อนรับ หรือไม่มีมงคลกิริยา  ในขณะนั้นก็จะส่องไปถึงสภาพจิตขณะนั้นว่า เป็นลักษณะจิตที่หยาบกระด้าง ขาดความเมตตา เป็นอกุศลจิตในขณะนั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เห็นมงคลกิริยา คือ การต้อนรับ การคำนับ หรือการไหว้ของบุคคลทั้งหลายในชีวิตประจำวันในสังคมซึ่งมีการแสดงต่อกัน  ก็รู้ว่ามงคลกิริยาทั้งหลายเหล่านั้นมี  และเป็นเหตุที่จะทำให้เกิดผลด้วย
เพราะเหตุว่า กุศลจิตและอกุศลจิตเป็นเหตุที่จะให้เกิดผล  โดยเฉพาะขึ้นอยู่ที่เจตนา (ความตั้งใจ) ที่เป็นกุศลหรือที่เป็นอกุศล  ถ้าเป็นความตั้งใจที่เป็นอกุศล ก็เป็นกรรมที่จะทำให้เกิดอกุศลวิบาก  ในทางตรงข้าม ถ้าเป็นความตั้งใจที่เป็นกุศล  ก็เป็นกรรมที่จะทำให้เกิดกุศลวิบาก


                                                        ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                               
                                                                 ...................................

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

พระอริยบุคคล



 ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระอริยบุคคลมี ๔ ระดับขั้น แบ่งตามระดับความเบาบางของกิเลสที่ดับ  ที่ละด้วยปัญญาตามระดับความแก่กล้าของอินทรีย์  และความสมบูรณ์ของศีล สมาธิและปัญญาแตกต่างกัน

พระโสดาบัน....ละสักกายทิฏฐิ  ละวิจิกิจฉา  ละสีลัพพตปรามาส  พระโสดาบันยังมีความยินดีพอใจในกามอารมณ์อยู่  ยินดีพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ แต่พระโสดาบันไม่ล่วงศีลห้า

พระสกทาคามี....ทำความยินดีพอใจในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฎฐัพพะ ให้เบาบางลง  ยังละกิเลสคือโทสะหรือปฏิฆะยังไม่ได้  พระสกทาคามีมีศีล ๘ เป็นปรกติเสมอในเพศคฤหัสถ์  มีศีลสมบูรณ์ แต่ยังไม่สมบูรณ์ด้วยสมาธิและปัญญา

พระอคานามี....ละกามราคะ และปฏิฆะได้  สมบูรณ์ด้วยศีลและสมาธิ  แต่ยังไม่สมบูรณ์ด้วยปัญญา

พระอรหันต์.....ละสังโยชน์ได้ทั้งหมด ละมานะและละอวิชชาได้ทั้งสิ้น หมดกิจในพระพุทธศาสนา

การที่จะทราบได้ว่าบุคคลใดเป็นพระอริยบุคคล  ก็จะต้องเข้าใจหนทางปฏิบัติ เพื่อตวามเป็นพระอริยบุคคลเสียก่อน  และจะต้องเป็นผู้มีปัญญา ที่เสมอหรือมีปัญญาเหนือกว่าบุคคลนั้น  จึงจะสามารถรู้ได้  ต้องมีความเห็นถูกและตรงตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้  ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะดับกิเลสได้  

เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการฟังธรรม  ศึกษาธรรม  พิจารณาไตร่ตรองสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แล้วน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  อบรมเจริญสติปัฏฐาน จนกว่าปัญญาจะแก่กล้า สามารถประหารกิเลสตามลำดับขั้น  บรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคล  ก็จะสามารถรู้ได้ด้วยปัญญา ว่าบุคคลใดเป็นพระอริยบุคคล


                                                      ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                               ..................................